20 เกม Nintendo กับการพลิกโฉมประวัติศาสตร์วงการเกม

Nintendo หนึ่งในค่ายเกมยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานเกมชื่อดังมากมายไม่ว่าจะ Mario, Pokemon, Super Smash Bros., Legend of Zelda, Animal Crossing และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ไม่มีทางที่จะไม่รู้จักค่ายนี้อย่างแน่นอนเลย

ตั้งแต่การวางจำหน่ายตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ทาง Nintendo ได้มีการสร้างเกมมากมายอันเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเลยทีเดียว โดยในบทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ 20 อันดับเกมจากเครื่อง Nintendo กับจุดพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการเกม เอาเป็นว่าเรามาไล่ดูกันเลยดีกว่าว่ามีเกมอะไรบ้าง พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงในที่นี้คือเปลี่ยนแปลงยังไง

Donkey Kong – 1981

เนื่องจากในช่วงปีดังกล่าววงการเกมพึ่งจะถือกำเนิดมาเพียงไม่นาน ทำให้เกมส่วนใหญ่นั้นจะเน้นไปทางการใช้สีสันอันฉูดฉาด และเสียงดนตรีประกอบเพื่อดึงความสนใจเสียเป็นหลัก แต่ด้วยการวางจำหน่ายของ Donkey Kong นั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยุคเลยก็ว่าได้ ทั้งวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ รูปแบบการเล่นอันซับซ้อนขึ้น ซึ่งมันเป็นความแปลกใหม่แบบสุดๆ ส่งผลให้ในเวลาต่อมาค่ายเกมอื่นๆ จึงเริ่มมีการปรับตัวและพัฒนาเกมแนวใหม่ตามมานั่นเอง

Duck Hunt – 1984

เกมนายพรานยิงเป็ด หนึ่งในเกมสุดคลาสสิคที่มีคนรู้จักกันทั่วโลก ถึงแม้ตัวเกมอาจจะดูไม่มีอะไรมากเท่าไหร่นัก แต่แฟนเกมกลับชื่นชอบกับความเรียบง่ายนี้และได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลามส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงกว่าที่คาดไว้มากเลยทีเดียว โดยจุดเด่นอีกอย่างของ Duck Hunt เลยก็คือ “จอยบังคับรูปปืน” ซึ่งถือว่าเป็นของแปลกในยุคนั้น และเป็นต้นแบบให้อีกหลายเกมในรุ่นถัดมาพยายามสร้างจอยเป็นของตัวเองตามมา

Excitebike – 1984

เป็นเกมที่แม้จะผ่านมากว่า 30 ปีแล้วก็ตาม แต่ความสนุกของ Excitebike นั้นก็ยังคงส่งต่อผ่านยุคสมัยมาได้เสมอ กับสไตล์การแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก ที่มาพร้อมระบบการเล่นสุดแหวกแนว ส่งผลให้ค่ายเกมอื่นๆ พยายามจะนำไอเดียดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาเกมของตน รวมทั้งนี่ยังเป็นเกมต้นแบบของเกมมอเตอร์ไซค์อีกหลายๆ เกมในยุคปัจจุบันด้วยเช่นกัน

Super Mario Bros. – 1985

หนึ่งในผลงานอันประสบความสำเร็จสูงสุดจากทางค่าย กับภารกิจการพาตัวเจ้าหญิงกลับมาของพ่อหนุ่มช่างประปาหมวกแดงใน Super Mario Bros. กับรูปแบบการเล่นที่ดูเผินๆ อาจไม่มีอะไรมากนัก แต่มันกลับแฝงไปด้วยความสนุกและความท้าทายแบบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ส่งผลให้ตัวเกมประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย และได้ช่วยผลักดันให้ Mario กลายมาเป็นมาสคอตประจำค่าย Nintendo ไปแล้วในทุกวันนี้

The Legend of Zelda – 1986

อีกหนึ่งผลงานสุดคลาสสิคจากทางค่าย กับเกมที่เหล่าแฟนๆ จำชื่อตัวละครหลักผิดกันจนเป็นเรื่องปกติ ในส่วนของเกมเพลย์นั้น Legend of Zelda อาจไม่ได้โดดเด่นอะไรเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้เป็นจุดเปลี่ยนแห่งวงการเกมก็คือการให้กำเนิดระบบ Battery Back Up หรือการเซฟเกมนั่นเอง ต้องบอกเลยว่ามันช่างลํ้าสมัยอย่างมากในตอนนั้น และเป็นจุดกำเนิดให้เกิดการพัฒนาวิธีการเซฟเกมสำหรับเครื่องรุ่นต่อมาในภายหลัง

Metroid – 1987

ต้นตำหรับสุดคลาสสิคแห่งเกมแนว Metroidvania กับการตะลุยด่านแนว Platformer สุดมันส์ จุดเด่นที่ทำให้เกมนี้เป็นที่สนใจอย่างมากเลยก็คือการออกแบบบรรยากาศและฉาก โดยไม่มีค่ายเกมไหนเลยจะสามารถลอกเลียนแบบได้เลย จนเกิดเป็นคำถามตามมาว่าพวกเขาสร้างมันยังไง ส่งผลให้เกิดการผลักดันความใส่ใจด้านบรรยากาศและฉากมากขึ้น ซึ่งกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้ก็ปาเข้าไปช่วงยุคเกม 3D กันแล้ว จึงไม่แปลกใจว่าทำไม Metroid ถึงได้โด่งดังมจนทุกวันนี้

Dragon Quests – 1989

Dragon Quests ถูกยกให้เป็นเกมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเกมแนว RPG แห่งยุคสมัย กับการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใหม่ พร้อมเกมเพลย์ดูแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ส่งผลให้ตัวเกมได้รับความนิยมสูงกว่าเกมอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน และด้วยความสำเร็จนี้มันก็ได้ช่วยต่อยอดให้กับเกมอีกมากมายตามมา พร้อมทั้งยังเป็นจุดกำเนิดความรุ่งโรจน์แห่งเกม JRPG จนถึงปัจจุบันเลย

Tetris – 1989

เรียกกันติดปากบ้านเราว่า “เกมต่อบล็อก” กับ Tetris อีกหนึ่งเกมที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ความสนุกไม่เคยลดลงเลย พร้อมส่งต่อความสนุกทุกยุคสมัยเลยจริงๆ นอกจากนี้นี่ยังเป็นเกมที่ถึงแม้คุณจะไม่ใช่สายเกมเมอร์ที่แท้ทรู แต่คุณยังสามารถสนุกและเพลิดเพลินไปกับเกมนี้ได้ รวมทั้งถ้าเราสังเกตกันให้ดี เกมแนว Puzzle หลายเกมในปัจจุบันก็ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากเกมนี้ทั้งสิ้น

Fire Emblem : Shadow Dragon and the Blade of Light – 1990

เกมที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกแนว Turn-Based Strategy และยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่าเกมแนววางแผนที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากฝั่ง PC เสมอไป โดยจุดเด่นอันทำให้ตัวเกมนี้ถูกยอมรับเลยก็คือ “ระบบการเล่น” ซึ่งมีความแตกต่างจากเกมแนววางแผนอื่นๆ และได้รับความนิยมสูงลิ่วทีเดียว ก่อนในภายหลังระบบดังกล่าวจะกลายมาเป็นแบบอย่างให้กับเกมในรุ่นถัดไป

Mario Paint – 1992

เมื่อทาง Nintendo หยิบนำเอาลุง Mario จากบทบาทการออกตามหาเจ้าหญิง เปลี่ยนมารับบาทอื่นกับเกมที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการผ่านศิลปะ เป็นความแปลกแหวกแนวที่ได้รับความสนใจไม่น้อยเลยในช่วงเวลานั้น เพราะมันช่วยยํ้าเตือนว่าการเล่นเกมก็สามารถนำมาใช้เป็นบทเรียนได้ แถม Mario Paint นี้ยังเปรียบเสมือนครูสอนวิชาศิลปะคนแรกให้กับเด็กๆ หลายคนในช่วงเวลานั้นด้วยล่ะนะ

Donkey Kong Country – 1994

จากความคลาสสิคเมื่อปี 1981 ซีรี่ส์ของ Donkey Kong ได้กลับมาอีกครั้งแถมยังมีการอัปเกรดให้ดูดีขึ้นแบบที่เกมในยุคเดียวกันเทียบไม่ติดเลย ด้วยภาพที่สวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตานี้ได้ช่วยยุติข้อถกเถียงและข้ออ้างเกี่ยวกับความเหลื่อมลํ้าทางเทคโนโลยี พร้อมผลักดันให้หลายๆ เกมพุ่งเป้ามาให้ความสำคัญกับกราฟฟิคมากขึ้น อาจพูดว่านี่เป็นหนึ่งในเกมช่วยทำให้เราสามารถเล่นเกมภาพสวยๆ ในทุกวันนี้ก็ไม่ปาน

Super Mario 64 – 1996

หนึ่งในเกมจากแฟรนไชส์ของ Mario อันถูกกล่าวขานถึงสูงสุด พร้อมถูกยกให้เป็นหนึ่งในภาคที่ดีที่สุดตลอดกาลอีกด้วย ถึงแม้ในภาคนี้อาจจะไม่ได้ “สมบูรณ์แบบ” มากนัก แต่ตัวเกมกลับสามารถถ่ายทอดความเป็น 3D ออกมาในแบบที่เกมอื่นไม่มี กับมุมมองกว้างอิสระแบบ 360 องศา มองได้รอบทิศทาง ไม่เหมือนกับเกมอื่นๆ ใช้ 3D เฉพาะกับฉากหรือโมเดลเท่านั้น จึงทำให้เกมนี้ถูกตาถูกใจเหล่าแฟนๆ ไปเต็มเปาเลยล่ะนะ 

Pokemon Red/Blue – 1996

ในที่นี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก Pokemon กันแล้วล่ะนะ ทั้งวีดีโอเกม อนิเมะ การ์ดเกม ไปจนถึงภาพยนตร์ Live Action เองก็ตามที โดยต้นกำเนิดทั้งหลายเหล่านี้มาจากผลงานของทาง Nintendo ในภาค Red และ Blue นั่นเอง ส่วนความสำเร็จก็สามารถเห็นได้จากภาคต่อมากมายที่ถูกสร้างออกมาอย่างล่าสุดใน Sword&Shield จากเครื่อง Switch ก็คือหนึ่งในผลของความสำเร็จนี้ แถมนี่ยังเป็นเกมต้นแบบให้กับแนว Pet Fighting อีกมากมายที่ตามมาด้วย

Goldeneye 007 – 1997

วีดีโอเกมสร้างจากสายลับระดับพระกาฬเจมส์บอนด์ 007 กับเกมแนว FPS Shooting ซึ่งมีจุดเด่นจากในโหมด Multiplayer ที่ผู้เล่นทุกคนต้องเล่นร่วมกันในหน้าจอเดียว ขอบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่ชวนตื่นเต้นและท้าทายมาก เพราะเราสามารถดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนเราว่ากำลังทำอะไรอยู่ แถมเพื่อนเราเองก็มองกลับได้อีกด้วย มันจึงเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สุดระทึกทีเดียว แน่นอนว่ามีหลายเกมพยายามเลียนแบบสไตล์การเล่นแนวนี้ แต่คงพูดได้ว่าไม่มีเกมไหนประสบความสำเร็จเท่า Goldeneye 007 อีกแล้วล่ะ

Star Fox 64 – 1997

เกมนี้ค่อนข้างคล้ายกับ Duck Hunt กับจุดเด่นจะอยู่ตรงอุปกรณ์เสริม โดยใน Star Fox นั้นจะมีจอยชนิดพิเศษเรียกว่า Rumble Pak ที่มาพร้อมกับระบบ “สั่นสะเทือน” เป็นสิ่งแปลกใหม่ในช่วงเวลานั้นและเรียกความสนใจจากแฟนเกมไปไม่น้อย ด้วยความแปลกแหวกแนวนี้ค่ายเกมหลายๆ เจ้าจึงได้มีการนำระบบดังกล่าวมาใช้และได้ทำการต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน อย่างล่าสุดระบบ Dual Sense บนจอย PS5 เองก็ถือว่าเป็นหนึ่งในรุ่นอันถูกต่อยอดมาด้วยเช่นกัน

The Legend of Zelda : Ocarina of Time – 1998

หนึ่งในภาคต่อจากแฟรนไชส์ของ Legend of Zelda ที่ในการกลับมาครั้งนี้ตัวเกมได้มีการใช้ระบบ 3D เต็มรูปแบบคล้ายกับ Super Mario 64 แต่จะเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีกขั้นนึง ทั้งระบบการควบคุมง่ายขึ้น มุมกล้องอันลื่นไหลขึ้น ไปจนถึงฟีเจอร์ต่างๆ อีกมากมาย ถึงแม้จะยังคงมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ Ocarina of Time ก็ได้กลายมาเป็นรากฐานให้กับเกมแนวผจญภัยในทุกวันนี้ไปแล้ว

Super Smas Bros. Melee – 2001

ยำรวมตัวละครเข้าไปนัวกันในเกมไฟท์ติ้งกับ Super Smash Bros. ซึ่งภาคที่มีการพูดถึงมากสุดคือ Melee จากปี 2001 ถึงแม้จะวางจำหน่ายมากว่า 20 ปีแล้วแต่ความนิยมก็ยังไม่ลดลงไปเลย โดยสิ่งที่ทำให้ภาคนี้น่าสนใจก็คงเป็นการนำเอาระบบทัวร์นาเมนต์และคอมมูนิตี้มาริเริ่มใช้ ดูเหมือนในตอนแรกแค่จงใจใส่มาทดสอบเฉยๆ แต่ดันกลายเป็นว่าระบบดังกล่าวถูกใจแฟนเกมสะงั้น และทำให้ในภาคต่อๆ มาสองระบบจะขาดไม่ได้เลยสำหรับ Super Smash Bros.

Animal Crossing – 2001

ภาคที่เราพูดถึงนี้ไม่ใช่ New Horizon จากปีก่อน แต่เป็นภาคต้นตำหรับปี 2001 โน่นเลย โดยในปีดังกล่าวถือว่าเป็นอีกปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของวงการเกมก็ว่าได้ ส่งผลให้เราเห็นเกมแปลกๆ มากมายภายโผล่ออกมา แต่ถึงอย่างนั้น Animal Crossing กลับสวนกระแสสังคมผ่านรูปแบบการเล่นอันเรียบง่ายและผ่อนคลาย บวกด้วยสไตล์ภาพอันสดใสน่ารัก ทั้งหมดนี้คือแตกต่างจากเกมอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่มันกลับทำให้ตัวเกมประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายแทนซะนี่ แน่นอนว่ามีหลายค่ายเกมเห็นถึงความสำเร็จนี้และหยิบเอามาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาเกมของตนในภายหลังนั่นเอง

Wii Sports – 2006

เกมแนวกีฬาซึ่งสามารถสร้างช่วยทำยอดขายให้เครื่อง Wii แตะเพดานไปสูงถึง 100 ล้านเครื่องเลยทีเดียว กับการนำเอาระบบ Motion Capture หรือ ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว เข้ามาใช้ภายในเกม ทำให้เราต้องออกท่าทางจริงๆ เพื่อเล่นเกมดังกล่าว สำหรับใครเคยได้สัมผัสมาก่อนคงจะรู้ดีว่ามันเพลิดเพลินขนาดไหน จึงไม่แปลกนักหากเกมดังกล่าวจะถูกพูดถึงและคนพาแห่ซื้อมาเล่นกัน จากความสำเร็จของ Wii Sports ก็ได้ช่วยส่งผลให้มีการต่อยอดจากระบบ Motion ดังกล่าว และมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นเกมแนวใหม่อีกมากมาย ทั้งที่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ รวมถึงที่กำลังจะมีการเปิดตัวในอนาคตเองก็ตามที

The Legend of Zelda : Breath of Wild – 2017

ในยุคสมัยที่เกมแนวผจญภัย Open World เริ่มจะกลายเป็นความจำเจซํ้าซาก ทาง Nintendo ก็ได้ทำการกลับสู่จุดเริ่มต้น วางแผนเริ่มใหม่ตั้งแต่ก้าวแรก และสามารถกอบกู้เกมแนวนี้กลับมาได้อีกครั้งกับการวางจำหน่ายของ Legend of Zelda : Breath of Wild นั่นเอง

ด้วยการนำจุดเด่นหลายๆ อย่างเข้ามาผสมไว้ภายในเกม ทั้งระบบการเอาตัวรอด, Open World ยอดนิยม, กลิ่นอายความเป็นเกมแนวโซล ไปจนถึงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Zelda เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันไว้ภายในเกมเดียวกัน มันได้ส่งผลให้เกิดเป็นเกมใหม่ที่พลิกโฉมวงการไปเลย และยังสามารถกู้หน้าให้กับเกมแนวผจญภัยอีกครั้งนึง โดยในปัจจุบันตอนนี้ถึงแม้จะผ่านมากว่า 4 ปีแล้ว แต่ Breath of Wild ก็ยังคงมียอดผู้เล่นสูงอยู่เสมอ แถมยังคงมีการพูดถึงอยู่ตลอดเวลาเลยด้วย และจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักหากเราจะเห็นเกมใหม่ๆ ได้เอาตัวเกมดังกล่าวมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างนั่นเองครับ


นี่เป็นเพียงแค่ 20 อันดับเกมจาก Nintendo เท่านั้นที่สามารถพลิกโฉมวงการเกม ในความเป็นจริงแล้วยังมีเกมอีกมากมายจากค่ายอื่นที่ถูกยกย่องไม่แพ้กันเลย แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดว่าเกมไหนบ้างสามารถเป็นจุดเปลี่ยนและพลิกโฉมวงการเกมได้บ้าง ลองคอมเมนต์เพิ่มเติมหรือแนะนำไว้ได้เช่นเคยนะ