9 แฟรนไชส์เกมที่ผันตัวมาเป็นแนว Open World

การปรับตัว อีกหนึ่งกลเม็ดที่ทำให้หลายๆ แฟรนไชส์สามารถอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ บ้างก็เปลี่ยนสไตล์ภาพของตน เอนจิ้นสร้างเกม วิธีการเล่าเรื่อง ดนตรีประกอบ จิปาถะแล้วแต่ต้องการจะเปลี่ยน ไปจนกระทั่งแนวเกมเพลย์จากหน้ามือไปเป็นหลังมือเลยก็มี

โดยในบทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปดู 9 แฟรนไชส์เกมที่ผันตัวมาเป็นแนว Open World อาจมีที่เราคุ้นเคยกันดี บ้างก็อาจพึ่งเคยได้ยิน เอาเป็นว่ามาดูกันดีกว่าว่ามีเกมจากแฟรนไชส์ไหนกันบ้าง

Metal Gear Solid

ผลงานชื่อดังตลอดกาลจากทาง Konami รวมทั้งยังเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ Hideo Kojima กลายมาเป็นนักสร้างเกมระดับตำนานในทุกวันนี้อีกต่างหาก ซึ่งแฟรนไชส์ของ Metal Gear Solid ถือกำเนิดมาตั้งแต่ 1987 แล้ว แต่พึ่งจะมีการเปลี่ยนรูปแบบเกมเป็นแนว Open World แบบเต็มตัวก็พึ่งภาคล่าสุดนี้เอง

เดิมทีแล้วคุณ Hideo Kojima มีแผนพัฒนาเกม Open World มาตั้งแต่สมัย Metal Gear Solid IV : Guns of the Patriots แล้ว แต่เนื่องด้วยจากปัญหาอะไรหลายๆ อย่างจึงทำให้ต้องยกเลิกโปรเจ็คดังกล่าวไป ก่อนจะได้กลับมาสานต่ออีกครั้งในภาค V : The Phantom Pain และแน่นอนว่ามันประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

จากดั้งเดิมเราต้องคอยวิ่งตามฉากภารกิจเพียงเท่านั้น แต่กับในภาคนี้เราสามารถทำทุกอย่างได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟรนไชส์ Metal Gear ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้ The Phantom Pain กลายมาเป็นหนึ่งในภาคดีที่สุดตลอดกาลไปโดยปริยาย

Forza

ถ้าใครไม่เคยเห็นเล่นเกม Forza ในภาคแรกๆ มาก่อน ก็คงคิดว่าเกมนี้เป็นแนว Open World มาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมล่ะ แต่เปล่าเลยแฟรนไชส์นี้เดิมทีก็เป็นเพียงเกมแข่งรถในสนามแข่งธรรมดานี่ล่ะ ก่อนพึ่งจะมีการเปลี่ยนรูปแบบเกมเพลย์ในภายหลังเพื่อหาจุดเด่นใหม่ให้กับตัวเองอีกทีนึง

ภาคแรกที่ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการเล่นนั้นคือ Forza Horizon (2012) ซึ่งดั้งเดิมแล้วทางค่ายตั้งใจจะทำให้เป็นเสมือนภาคแยกออกมา เพราะในขณะเดียวกันภาคหลักอย่าง Motorsport ก็ยังคงออกมาใหม่เป็นระยะ แต่ไปๆ มาๆ เหมือน Horizon จะได้รับความนิยมสูงกว่า จึงทำให้ทางค่ายพุ่งเป้ามาให้ความสนใจกับซีรี่ส์แทน ส่งผลให้ Forza ภาคหลังที่ออกมานี้ล้วนเป็นแนว Open World เกือบทั้งหมดไปแล้ว ส่วนซีรี่ส์หลักก็เงียบหายกริ๊บไม่มีข่าวอีกเลยจ้า

Final Fantasy

แฟรนไชส์อาวุโสที่เติบโตเคียงคู่วงการเกม กับผลงานจากค่ายเหลี่ยม Square Enix ซึ่งดั้งเดิมแล้วแฟรนไชส์นี้ก็ได้ขึ้นชื่อเรื่องความเป็น RPG และรูปแบบเกมสไตล์เทิร์นเบสสุดคลาสสิค แล้วถ้ายังงั้น Final Fantasy ผันตัวกลายมาเป็นเกมแนว Open World ได้ยังไงกันล่ะ?

จุดเริ่มต้นถือกำเนิดจากความสำเร็จใน Final Fantasy XIV : A Realm Reborn ที่ทางค่ายได้นำเสนอออกมาในรูปแบบของเกมออนไลน์ MMO ซึ่งมีการทดสอบระบบหลายๆ อย่างลงไปในเกม และถึงแม้ในช่วงแรกตัวเกมอาจดูล้มเหลวพอควรเลย แต่หลังจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ในท้ายที่สุดตัวเกมจึงกลับมาประสบความสำเร็จได้ในที่สุด และกลายมาเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงประจำค่ายไปแล้วในทุกวันนี้

เกือบ 10 ปีให้หลัง ด้วยความสำเร็จจากเกมออนไลน์ดังกล่าว ทางค่ายจึงได้นำระบบเหล่านั้นมาใส่ในการพัฒนา Final Fantasy XV นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเห็นตัวเกมในภาคนี้เป็นแนว Open World เต็มรูปแบบ แทนที่จะเป็นการสำรวจแผนที่ Turn-Base แทนนั่นเอง

Ghost Recon

เป็นเกมที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเลยล่ะ ไม่ว่าจะช่วงเวลาดีๆ หรือช่วงตกตํ่าเองก็ตามที กับแฟรนไชส์ของ Ghost Recon หนึ่งในผลงานจาก Tom Clancy’s นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าทางแฟรนไชส์ดังกล่าวก็ได้มีการย้ายเปลี่ยนแนวเกมตามมาด้วยเช่นกัน

Ghost Recon : Breakpoint คือผลงานดังกล่าว โดยเป็นผลงานที่ค่อนข้างโดนวิจารณ์ไปในเชิงลบพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นระบบเกมเพลย์ที่ดูไม่มีอะไรเลย ฟีเจอร์หลายตัวไม่รู้ว่าทำออกมาเพื่ออะไร ไปจนถึงบัคและปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เรียกได้ว่ายับพอควรเลยล่ะสำหรับภาคนี้

แต่ถึงอย่างนั้นตัวเกมก็ไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด ทางค่ายมีการปรับปรุงและอัปเดตออกมาเป็นระยะ โดยในทุกวันนี้ตัวเกมกลับดูดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดเลย หากเทียบกับสมัยแรกโน่นล่ะนะ

Super Mario

ช่างประปาก็เอากับเขาด้วยแล่ะ เมื่อทาง Nintendo จับนำเอาลุง Mario กับภารกิจการตะลุยเพื่อตามหาตัวเจ้าหญิงผ่านมุมกล้อง 2D Side Scrolling ที่เราคุ้นเคย มาปรับเปลี่ยนใหม่เป็นเกมแนวผจญภัยอย่างอิสระ ใครมันจะไปคิดล่ะว่าตัวเกมจะมาได้ไกลขนาดนี้

ภาคที่ได้ขึ้นว่าเป็นจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในภาคดีที่สุดตลอดกาลอีกด้วยใน Super Mario 64 (1996) กับการใช้ภาพแบบ 3D มุมมอง 360 องศา มาผสมผสานกับสไตล์การเล่นแบบผจญภัย Open World เรียกได้ว่าเป็นความสดใหม่อันถูกนำมาเสิร์ฟให้กับเหล่าแฟนเกมแบบเต็มอิ่มเลยล่ะ ซึ่งนี่นับว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จครั้งสูงสุดเท่าที่เคยมีมาเลย ไม่เพียงเพราะในเครือแฟรนไชส์ Mario เท่านั้นนะ แต่เป็นความสำเร็จระดับวงการเลยล่ะ

ด้วยความสำเร็จของ Super Mario 64 นี้จึงเป็นต้นกำเนิดให้มีเกมแนวอื่นๆ ในชื่อ Mario ตามมาอีกมากมาย เรียกว่าเป็นตัวจุดประกายคงไม่ผิดนักหรอก

Tales Series

สำหรับแฟรนไชส์นี้ทางฝั่งบ้านเราอาจไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่นักกับ Tales Series อาจมีเคยเห็นผ่านๆ กันบ้าง ไม่ก็รู้จักกันทางอนิเมะซะเป็นหลัก ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว Tales เนี่ยโด่งดังพอๆ กับ แฟรนไชส์ของ Final Fantasy เลยนะ

คงคอนเซ็ปต์ความเป็น JRPG คงเดิมไว้กับสไตล์การเล่นแบบ RPG ผสมแนว Turn-Base ซึ่งแน่นอน Tales ก็เป็นแบบนั้นมาตลอด จนกระทั่งมาในภาค Tales of Vesperia ทางแฟรนไชส์ได้มีการนำเอาระบบ Open World เข้ามาใช้ภายในเกม แต่ก็ยังมีการคงเอกลักษณ์หลายๆ อย่างไว้อยู่ จึงทำให้ระบบดังกล่าวเมื่อมาอยู่ในภาคนี้เลยอาจดูแปลกๆ ไปสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าเป็นเกมแนว Open World อยู่ดีนั่นล่ะนะ

Assassin’s Creed

ถ้าหากไม่พูดถึงกลุ่มมือสังหารกลุ่มนี้คงไม่ได้ กับการผันมาเป็นเกมแนว Open World เต็มรูปแบบไปแล้ว ในแฟรนไชส์ Assassin’s Creed ผมงานจากทาง Ubisoft ยิ่งภาคหลังๆ ที่ออกมานี้ยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่เลย แถมยังประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายอีกด้วย

ความสำเร็จเริ่มเห็นชัดมากขึ้นนับตั้งแต่การเปิดตัวภาค Origin เป็นต้นมา ที่นอกเหนือจะเปิดอิสระในการสำรวจแล้ว ตัวเกมยังมีการผสมผสานความเป็น RPG เข้ามาให้เราสัมผัสกันอีก ทั้งการเก็บเลเวลเอย อัปสกิลเอย นับว่าเป็นการพลิกโฉมของแฟรนไชส์นี้ไปเลย ส่งผลให้ในภาคต่อมาอย่าง Odyssey และ Valhalla ก็ยังคงใช้ระบบดังกล่าวอยู่ รวมทั้งยังสามารถทำยอดขายได้มากขึ้นในแต่ละภาคที่ปล่อยออกมาอีก จึงไม่น่าแปลกใจนักหาก Assassin’s Creeds จะคงระบบนี้ไว้เป็นธีมหลักของเกมไปแล้ว

The Legend of Zelda

อีกหนึ่งผลงานจากทาง Nintendo เช่นเดียวกับตาลุง Mario ที่อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วล่ะนะ เกมที่จนถึงปัจจุบันนี้แฟนเกมหลายคนก็ยังคงเรียกชื่อตัวเอกไม่ถูกอยู่ดี ใช่แล้วล่ะเกมนั้นคือ The Legend of Zelda นั่นเอง และยํ้าอีกครั้งว่า Zelda ไม่ใช่ชื่อของตัวเอก! 

ณ วินาทีนี้ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ ไม่มีทางที่คุณจะไม่รู้จัก Breath of Wild อย่างแน่นอนเกมที่หลายคนยกให้เป็นสุดยอดเกมแห่งยุคในดวงใจไปแล้ว ซึ่งตัวเกมดีงามแทบทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะตัวภาพ ดนตรีประกอบ ระบบเกมเพลย์ เนื้อเรื่อง ฟีเจอร์ต่างๆ แทบเพอร์เฟคเลยก็ว่าได้ ชนิดว่ามีหลายๆ เกมพยายามนำเอาจุดเด่นนี้ไปใช้แต่ก็ยังไม่มีเกมไหนสามารถเทียบชั้นได้ล่ะนะ

แต่เผื่อใครไม่รู้เดิมทีแล้ว Legend of Zelda เองนั้นเป็นแนว RPG คลาสสิคนะเออ แต่ด้วยความสำเร็จในครั้งนี้ เราคงได้เห็นแนว Open World ออกมาอีกเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

Pokemon

หากย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน มีคนมาบอกผมว่า Pokemon จะกลายมาเป็นเกมแนว Open World ให้ท่องโลกกว้างกันได้อย่างอิสระเนี่ย ผมคงไม่มีวันเชื่ออย่างเด็ดขาด แต่มันก็ดันเกิดขึ้นจริงแล้วในทุกวันนี้ แถมยังดูน่าเล่นกว่าสมัยก่อนแบบคนละเรื่องกันเลย

ถึงแม้ว่าภาค Swords & Shields ดูเผินๆ อาจคล้ายก็จริงแต่เรายังไม่สามารถนับเป็นเกม Open World ได้หรอกนะ ถ้าให้นับจริงๆ ต้องเป็น Pokemon Legends : Arceus ภาคล่าสุดที่พึ่งปล่อยตัวอย่างออกมาไม่นานนี้ กับเกมเพลย์ที่ดูแตกต่างกันไปเหมือนคนละเกมไปเลย ถึงแม้ว่าตัวอย่างดังกล่าวจะเป็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ แต่มันกลับสามารถทำให้แฟนเกมแทบคลั่งกันไปเลย เพราะในที่สุดเราก็จะได้ผจญภัยในสไตล์โปเกม่อนเทรนเนอร์กันสักที

ทั้งนี้ทั้งนั้น Pokemon Legends : Arceus ยังไม่มีกำหนดออกมาเลยว่าจะวางจำหน่ายเมื่อไหร่ แถมเราเองไม่รู้ด้วยว่าตัวเกมจริงจะเป็นเหมือนกับที่หวังไว้ไหม คงได้แต่ต้องรอดูกันไปก่อนแล้วล่ะครับ


หลายเกมพอเปลี่ยนมาเป็นแนว Open World ล้วนมักประสบความสำเร็จกันทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันเองก็มีหลายเกมซึ่งไปไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่เช่นเดียวกัน เอาเป็นว่าเพื่อนๆ ชอบเกมไหนบ้างล่ะที่เปลี่ยนมาเป็นเกมแนวนี้ หรือมีเกมไหนอีกบ้างก็สามารถแนะนำหรือคอมเมนต์เพิ่มเติมได้นะ