Mobile Game Review

จัดเป็นอีกหนึ่งเกมที่มีการดัดแปลงเนื้อหามาจากนวนิยายพ่อมดสุดโด่งดังเลยกับ Harry Potter: Magic Awakened ที่ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเปิดให้บริการในโซนประเทศจีนไปและล่าสุดก็ได้มีการมาเปิดเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษให้ทดสอบกันแล้ว ในวันนี้ผมจึงจะมา รีวิว ตัวเกม Harry Potter: Magic Awakened พร้อมพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับตัวเกมกันมากขึ้นน่ะเองครับ รีวิว Harry Potter: Magic Awakened เกมนี้คือเกมอะไร? Harry Potter: Magic Awakened เป็นเกมมือถือซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง Portkey Games ซึ่งอยู่ภายใต้สองค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง NetEase และ Warner Bros. อีกทีนึงครับ โดยตัวเกมดังกล่าวก็จะได้นำเนื้อหาจากนวนิยายพ่อมดชื่อดังอย่าง Harry Potter มาดัดแปลงและสร้างเป็นเกมขึ้นมาแถมยังเป็นเกมลิขสิทธิ์แท้ถูกต้องตามกฏหมายอีกด้วย ส่งผลให้ภายในเกมนี้ก็จะมีเนื้อหาที่เหล่าแฟนภาพยนตร์หรือแฟนนิยายจะคุ้นเคยกันดีและอัดแน่นไว้อย่างเต็มที่เลยล่ะ โดยรูปแบบของตัวเกมนั้นก็จะมาในลักษณะของแนว CCG (Collectible Card Game) ผสมกับความเป็น MMORPG ที่ภายในเกมก็จะมีอะไรหลายอย่างให้ผู้เล่นได้ทำกันทั้ง ระบบต่อสู้แบบ Card Battle, การออกสำรวจพื้นที่ในหลากหลายโซน, การแข่งขัน ควิดดิช, ศึกท้าประลองพ่อมด ไปจนถึงกิจกรรมและอีเวนต์อีกมากมายให้รอได้ทำกันอยู่ในเกมครับ สำหรับตัวเกม Harry Potter: Magic Awakened นี้ก็เคยได้เปิดให้บริการมาก่อนหน้านี้แล้วในโซนประเทศจีน, ฮ่องกง, มาเก๊า และ ไต้หวัน มาก่อนแล้วในช่วงกลางปี 2021 ล่าสุดพึ่งได้เปิดทดสอบเวอร์ชั่น Global ไปหมาดๆ เลย ซึ่งเนื้อหารีวิวในครั้งนี้ก็จะมาจากตัวเซิร์ฟเวอร์ทดสอบนี้น่ะเองครับ เอาล่ะทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าในเกมมีอะไรน่าสนใจบ้าง และตัวเกมมีวิธีการเล่นยังไงกัน เนื้อเรื่องในเกมเกิดขึ้นในช่วงไหน? ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมโยงกับนิยายหรือไม่ก็ภาพยนตร์สิ่งที่แฟนๆ หลายคนอยากรู้เลยก็คือเหตุการณ์ในเกมนั้นเกิดขึ้นในช่วงไหน? เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเกม Harry Potter: Magic Awakened นี้จะเป็นช่วง “10 ปีให้หลังจากที่ Harry Potter เอาชนะลอร์ดโวลเดอมอร์” ไปแล้ว ซึ่งเป็นยุคที่เหตุการณ์หลายๆ อย่างได้คลี่คลายลงและกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้งนึง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้สงบสุขซะทีเดียวเพราะยังมีเรื่องราวบางอย่างแอบซ่อนไว้อยู่และรอให้เราเข้าไปเป็นผู้แก้ไขอีกทีน่ะเอง โดยตัวของผู้เล่นนั้นจะได้รับบทเป็นพ่อมด-แม่มดวัยรุ่นที่วันหนึ่งก็ได้รับการมาเยือนของ “รูเบอัส แฮกริด” พร้อมด้วยจดหมายสำหรับเชิญเราเข้าไปเรียนในฮอกวอตส์ แต่ในระหว่างพิธีคัดสรรบ้านอยู่นั้นหนึ่งในนักเรียนใหม่ที่ชื่อว่า “ไอวี่ แวริงตัน”ได้หายตัวไปอย่างปริศนา ซึ่งนั่นเองก็กลายเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราจะต้องเข้าไปพัวพันภายในเกมต่อจากนี้ครับ แน่นอนว่าในเนื้อเรื่องนี้เพื่อนๆ ก็จะได้พบกับเหล่าตัวละครที่เราคุ้นเคยกันดีโผล่หน้ามาให้เห็นกันเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็น แฮกริด, ศาสตราจารย์มักกอนนากัล, ศาสตราจารย์ ฟีเลียส ไปจนถึงเหล่าตัวละครสำคัญๆ จากในไทม์ไลน์ของ Harry Potter เองก็มีโผล่มาให้เห็นอยู่ด้วยเช่นกันครับ เกมเพลย์ของตัวเกมเป็นยังไง? ทางด้านเกมเพลย์ของ Harry Potter: Magic Awakened นี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบด้วยกันครับคือ 1.เกมเพลย์ในโหมดการสำรวจผจญภัย และ 2.เกมเพล์ในโหมดการต่อสู้ ซึ่งทั้งสองโหมดนี้ก็เรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันไปอย่างชัดเจนเลยแต่ก็มีการนำมาใส่คู่กันได้ค่อนข้างลงตัวมากทีเดียว โหมดสำรวจผจญภัย อย่างแรกเลยคือ “โหมดการเล่นสำรวจผจญภัย” ในส่วนของโหมดนี้นั้นจะเป็นรูปแบบการเล่นที่เราไว้ใช้ใน “เนื้อเรื่อง” ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเราต้องบังคับตัวละครของเราในการเดินไปยังจุดต่างๆ เพื่อดำเนินเนื้อเรื่องหรือเพื่อสำรวจโน่นนี่นั่นเองก็ตามที ซึ่งในหลายๆ ครั้งมันก็จะมีการตัดสินใจที่เราต้องเลือกโผล่ขึ้นมาหรือไม่ก็เป็นอีเวนต์-มินิเกมบางอย่างขึ้นมาให้เราเล่นกันด้วย  ในโหมดนี้นอกจากใช้เป็นตัวดำเนินเนื้อเรื่องหลักแล้วนั้นอีกหนึ่งจุดเด่นก็คงเป็น “การได้สำรวจพื้นที่โดยรอบ” นั่นล่ะครับ เพราะระหว่างการสำรวจเราสามารถหมุนมุมกล้องมองไปโดยรอบทำให้เราเห็นถึงมุมมองต่างๆ ที่ในภาพยนตร์ไม่มีให้เห็นได้ ตรงนี้ใครที่เป็นแฟนนิยายหรือแฟนภาพยนตร์มาก่อนก็น่าจะถูกใจกันไม่มากก็น้อยล่ะนะ โหมดการต่อสู้ อีกหนึ่งโหมดถัดมาและจัดเป็นไฮไลต์เด่นอีกอย่างของตัวเกมเลยคือ “โหมดการต่อสู้” ครับซึ่งมาในสไตล์ของ Card Battle หรือ “การ์ดแบทเทิล” น่ะเอง โดยเมื่อเริ่มการต่อสู้เราจะถูกวาร์ปไปยังสนามแข่งขันที่ซึ่งตัวละครของเราจะยืนประชันหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอยู่ ตรงนี้สิ่งที่เราต้องทำคือ “การใช้งานการ์ด” ที่เราเตรียมมาไม่ว่าจะเป็นการ์ดคาถาหรือการ์ดอัญเชิญเองก็ตาม ส่วนเงื่อนไขไม่มีอะไรมากแค่ทำให้ค่าพลังชีวิตฝ่ายตรงข้ามเป็น 0 เราก็จะเป็นผู้ชนะแล้วน่ะเอง ในส่วนของการใช้งานการ์ดนั้นจะมี “ค่าพลังงาน” กำกับไว้อยู่การ์ดนี้ต้องใช้กี่แต้มอะไรก็ว่าไป ซึ่งค่าพลังงานดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมาทีละนิดทำให้เวลาเราใช้การ์ดอะไรก็ต้องวางแผนให้ดีพอสมควรเลยล่ะนะ นอกจากนี้ในระหว่างการต่อสู้เราก็ยังสามารถสั่งให้ตัวละครของเราเดินไปยังจุดต่างๆ ได้อีกด้วยแถมถ้าเกิดเข้าใกล้ระยะมากพอตัวของเราก็จะช่วยทำการโจมตีต่อนึง แต่ต้องระวังไว้ว่าการย้ายตำแหน่งนั้นมีการจำกัดอยู่และทำให้เราไม่สามารถแสปมได้รัวๆ น่ะเองครับ ตรงโหมดแบทเทิลนี้ถ้าให้เปรียบเทียบเกมเพลย์มันจะคล้ายกับพวก Cash Royale ก็ว่าได้ครับ ต่างกันคือตัวละครของเราสามารถเดินไปมาได้ และการ์ดในเกมนี้มีผสมระหว่างการ์ดคาถาและการ์ดอัญเชิญพอๆ กัน ไม่เหมือนกับอีกเกมที่จะเน้นการ์ดอัญเชิญซะเป็นส่วนใหญ่ล่ะนะ การ์ดคาถาและอัญเชิญมากมายให้ได้ไล่สะสม ในส่วนของตัวการ์ดที่เราเอาไว้ใช้จัดเด็คหรือใช้ลงสนามนั้นจะมีหลายวิธีที่ใช้หาได้ครับทั้ง การเล่นเนื้อเรื่อง, การทำกิจกรรม หรือ การประลอง แต่ถ้าพูดถึงวิธีที่ทำให้ได้การ์ดง่ายสุดเลยก็คงหนีไม่พ้น “กาชาปอง” จากในเกมอื่นที่เราต้องเปิดเพื่อหาตัวละครแต่กับในเกมนี้เราต้องมาเปิดหาการ์ดเพื่อใช้ลงสนามแทน โดยการ์ดเหล่านี้ก็จะมีการแบ่งเกรดออกเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ Legendary, Rare และ Normal  นอกเหนือจากระดับความหายากแล้วการ์ดแต่ละใบยังจะมีประเภทกำกับไว้อยู่ด้วย ซึ่งจะมีการแยกออกไปอีก 7 ประเภทคือ:  • Front Row - เป็นประเภทของสายซัมม่อนที่เมื่อเรียกออกมา ตัวซัมม่อนจะพุ่งออกไปเพื่อต่อสู้ด้านหน้า • Back Row - อีกหนึ่งประเภทของสามซัมม่อน เพียงแต่สายนี้เมื่อเรียกออกมาตัวซัมม่อนจะยืนอยู่แนวหลังกับที่แทน • Damage - ประเภทที่เมื่อกดใช้งานจะสร้างความเสียหายให้กับศัตรู • Control - เมื่อใช้งานจะส่งผลเอฟเฟกต์พิเศษแก่ศัตรูเช่น ผลักออก, ลอย หรือ สตัน เป็นต้น • Heal - ใช้สำหรับการฟื้นฟูพลังชีวิตให้กับซัมม่อนในขอบเขตคาถา • MP Regen - เมื่อใช้งานจะเป็นการเปิดบัฟช่วยให้ค่าพลังงานเด้งไวขึ้น • Bonus - โบนัสเพิ่มค่าสถานะพิเศษให้กับตัวละครเรา ในส่วนของประเภทนี้การ์ดแต่ละใบจะมีได้มากกว่าหนึ่งประเภทครับ อย่างเช่นถ้ามี Front Row + Damage หมายถึงการ์ดอัญเชิญที่ทำดาเมจแนวหน้า, Back Row + Heal การ์ดซัมม่อนไว้ฮีลเพื่อนซึ่งจะไม่ทำดาเมจเลย หรืออย่าง Damage + Control เป็นการ์ดคาถาสร้างความเสียหายพร้อมติดเอฟเฟกต์พิเศษเพิ่มเติม แถมประเภทเหล่านี้ยังจะมี “ระดับดาว” กำกับไว้อยู่ด้วยตั้งแต่ 1 - 5 ดาว ซึ่งดาวนี้ก็เป็นตัวบอกได้ดีพอสมควรเลยว่าการ์ดนี้โดดเด่นด้านไหนอะไรยังไง นอกจากนี้ตัวการ์ดยังมี “เลเวลการ์ด” พ่วงมาด้วย ซึ่งเลเวลที่ว่าจะมีผลต่อค่าสเตตัสพื้นฐานของการ์ดเอง ยิ่งเวลสูงขึ้นสเตตัสของการ์ดยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการ์ดสาย Damage ทุกครั้งที่เลเวลเพิ่มขึ้นก็จะทำดาเมจได้มากขึ้น, จำนวนฮิตต่อครั้ง หรือแม้แต่ระยะขอบเขตสกิลเองก็ตามที ส่งผลให้ตรงนี้ใครมีการ์ดเวลสูงกว่าก็สามารถชนะอีกฝ่ายได้สบายๆ และทำให้มีความเป็น P2W พอสมควรเลยล่ะนะ สรุปรีวิว Harry Potter: Magic Awakened ตัวเกมเป็นยังไงบ้าง จากที่ไปลองมาในช่วงทดสอบของฝั่งอินเตอร์ก็บอกได้ว่า “ชอบครับ” โดยเหตุผลหนึ่งเลยที่ชอบตัวเกมนี้คือ “งานภาพ” ตัวเกมมีการใช้สไตล์การ์ตูนคล้ายคลึงกับภาพประกอบของนวนิยายต้นฉบับซึ่งทำออกมาได้สวยมาก แถมตัวละครหลายๆ ตัวยังออกแบบดีมากด้วยอย่างน้อง Cassandra Vole เด็กใหม่จากบ้านสลิธีรินที่เข้ามาพร้อมเราก็ออกแบบมาได้ดีมาก จนถึงขั้นที่ตอนเกมเปิดใหม่ในเซิร์ฟเวอร์จีนก็มีคนหยิบน้องมาพูดถึงพอสมควรเลยล่ะ อีกหนึ่งส่วนที่ชอบคงเป็น “เนื้อเรื่อง” กับ “จุดเชื่อมโยงจากนิยาย” ครับ ด้วยว่าตัวเกมดำเนินเนื้อเรื่อง 10 ปีหลังจากไทม์ไลน์ของแฮร์รี่พอตเตอร์ซึ่งตัวภาพยนตร์จะจบแค่ตรงนั้นเลยเราจึงไม่รู้ว่าหลังเหตุการณ์หลังจากนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งตรงนี้ส่วนนึงตัวเกมก็จะได้มีการมาพูดถึงบางส่วนว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวละครนี้ทำอะไรต่อยังอยู่ดีรึเปล่า หรือถ้าไม่นับจากตัวนิยายแค่เนื้อเรื่องของตัวเกมมีความน่าสนใจไม่น้อยแล้วล่ะครับ ตรงนี้ผมค่อนข้างมั่นใจเลยว่าใครเป็นแฟนแฮร์รี่พอตเตอร์มาก็น่าจะชอบเกมนี้ด้วยเช่นกันล่ะนะ ส่วนถ้าพูดถึงสิ่งที่รู้สึกไม่ค่อยชอบคงเป็น...

Read more

จัดเป็นผลงานลำดับล่าสุดของเกมมือถือที่ดัดแปลงมาจากอนิเมะเลยก็ว่าได้สำหรับ The Eminence in Shadow: Master of Garden ซึ่งถึงแม้ตัวเกมจะเปิดมาสักพักนึงแล้วแต่กระแสความนิยมก็แทบไม่ลดลงเลย ในวันนี้ผมจึงจะมา รีวิว ตัวเกมเพื่อพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับตัวเกมดังกล่าวกันมากขึ้นว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วคนที่ดูอนิเมะมาแล้วยังควรมาเล่นเกมนี้อยู่รึเปล่า The Eminence in Shadow: Master of Garden เกมนี้คือเกมอะไรกัน? The Eminence in Shdow: Master of Garden นั้นเป็นเกมมือถือที่ดัดแปลงมาจากไลท์โนเวลและอนิเมะชื่อดังในชื่อเดียวกันอย่าง The Eminece in Shadow (陰の実力者になりたくて!, Kage no Jitsuryokusha ni Naritakute!) หรือที่บ้านเราตั้งชื่อเล่นให้เรื่องนี้ว่า “กาวทมิฬ” น่ะเอง ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยทางทีมงาน Aiming.Inc สตูดิโอเดียวกับที่ให้กำเนิดเกมอย่าง Dragon Quest Tact นั่นเองครับ โดยลักษณะของตัวเกมก็จะมาในสไตล์เกมแนว 3D RPG พร้อมด้วยโหมดการเล่นหลายๆ อย่างทั้ง เนื้อเรื่อง, เควสภารกิจทั้งหลาย, Co-op Raid, ระบบ PVP Versus, แคลนกิลด์ ไปจนถึงคอนเทนต์อีเวนต์ต่างๆ มากมายที่รอให้ได้สัมผัสกันในเกมครับ ไม่เพียงเท่านั้นด้านเนื้อหาหยิบมาจากตัวนิยายหรืออนิเมะก็ใส่ไว้เยอะมากแถมมีหลายๆ ฉากที่ไม่มีในอนิเมะมาใส่ไว้ให้เราเห็นอีกต่างหาก ใครเป็นแฟนคลับเรื่องนี้ก็ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดเลย สำหรับตัวเกมที่มารีวิวนี้จะเป็นตัวเกมเวอร์ชั่น Global เปิดให้บริการโดย Crunchyroll Games ครับ เนื่องจากตัวเกมยังไม่ถูกนำมาเปิดในสโตร์บ้านเราทำให้ใครที่อยากไปเล่นก็อาจต้องหาทางมุดไปสักหน่อยล่ะนะ ระบบเกมเพลย์ของตัวเกมเป็นยังไงบ้างล่ะ? ทางด้านระบบการเล่นนั้นตัวเกมจะมาในรูปแบบของ “ระบบต่อสู้อัตโนมัติ” หรือ Auto-Battle ครับ เมื่อเริ่มเกมปุปตัวละครจากทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเสมอครับโดยตัวของเราอยู่ฝั่งซ้ายมือในขณะที่ศัตรูอยู่ขวามือซึ่งจะมีการล็อคไว้อย่างนี้ไปตลอด พอลงสนามเรียบร้อยปุปเหล่าตัวละครก็วิ่งเข้าไปซัดกันอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องสั่งอะไรเลยซึ่งตรงนี้สิ่งที่เราทำได้มีอยู่ 2 อย่างคือ 1.กดสั่งใช้งานท่าไม้ตาย และ 2.เปิดใช้งานระบบ COMBO เท่านั้นเอง ในส่วนของท่าไม้ตายนั้นก็ไม่มีรายละเอียดอะไรมากนักสิ่งที่เราต้องสังเกตคือ “เกจพลังงาน” ซึ่งมีการโชว์อยู่ข้างล่างโดยเกจดังกล่าวจะทยอยเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ตัวละครของเราทำการโจมตีศัตรู พอเต็มแล้วก็กดใช้งานเท่านั้นเอง แต่ถ้าพูดถึงระบบไฮไลต์ในส่วนนี้คงเป็น “ระบบ COMBO” นั่นแล่ะครับ โดยระบบดังกล่าวมีลักษณะเป็นเกจพลังงานอยู่มุมซ้ายล่างซึ่งเราต้องรอให้เกจถึงครึ่งนึงก่อนหรืออย่างน้อย 3 แต้มก่อนจึงใช้งานได้ พอกดใช้งานก็จะมีแถบวงกลมพร้อมความสามารถขึ้นมาให้เรากดใช้แบบเรียงลำดับกันไป ซึ่งความสามารถตรงนี้ก็จะต่างไปตามตัวละครและคลาสเองด้วย  ความน่าสนใจมันอยู่ตรงลำดับของคอมโบนั่นละครับ ยิ่งเลือกใช้เป็นลำดับท้ายเท่าไหร่เอฟเฟกต์ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นตัวของ Cid ที่คอมโบจะเป็น “สร้างความเสียหายเพิ่มเติมจากโบนัสคอมโบ” ถ้าเรากดใช้เป็นลำดับแรกดาเมจที่ทำได้ก็จะออกมาแค่ 75% เท่านั้น แต่ถ้าเราเลี้ยงดีๆ และเลือกใช้ปิดท้ายคอมโบมันก็สามารถทำให้ดาเมจสูงถึง 1,500% ได้เลยล่ะ  ด้วยระบบการเรียงลำดับ Combo นี้มันเลยทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานตามสถานการณ์ได้ค่อยข้างดีครับ อย่างช่วงทีมใกล้ตายก็ให้ลงท้ายเป็นสายซัพพอร์ตได้ฮีลแรง หรืออย่างช่วงบอสกำลังจะปล่อยท่าให้ลงที่ตัวแทงค์เพื่อชนดาเมจอะไรทำนองนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจไม่น้อย ตัวละครภายในเกมเป็นยังไงบ้าง? ปัจจุบันนั้นตัวละครในเกมมีทั้งหมดเพียงแค่ 35 ตัวเท่านั้นครับ ซึ่งตัวละครที่เราเปิดหาได้ก็เป็นพวกตัวละครหลักในอนิเมะนั่นล่ะไม่ว่าจะเป็น Cid, Alpha, Beta, Rose, Delta เป็นต้น แต่จะมีการมาในเวอร์ชั่นอิริยาบถต่างกันออกไปรวมทั้งเรื่องความหายากและคลาสเองด้วยล่ะนะ  ทางด้านตัวละครนั้นก็ตามที่เรารู้กันดีอยู่แล้วล่ะครับสำหรับเกมมือถือการจะหาตัวละครใหม่มาใช้นั้นมาจาก “กาชาปอง” แทบทั้งสิ้นเลย มีเพียงแค่ตัวละครไม่กี่ตัวที่ได้จากเนื้อเรื่องเองหรือไม่ก็จากอีเวนต์กิจกรรมบางอย่างเท่านั้นละนะ ส่วนเกณฑ์การแบ่งตัวละครภายในเกมนี้จะมีแค่ 2 อย่างด้วยกันครับคือ: 1.ระดับความหายากตัวละคร - ภายในเกมนี้จะมีการแบ่งความหายากเป็น 3 ระดับเท่านั้นคือ SS, S และ A  2.คลาสและธาตุ - คลาสของตัวละครในเกมนี้จะมีเพียงแค่ 3 คลาสเท่านั้นคือ Tank, Attacker และ Supporter นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของธาตุที่มาคู่กับคลาสเองด้วยโดยแยกย่อยออกไปอีก 4 ธาตุตามสีคือ แดง, ฟ้า, เหลือง และ เขียว  ในส่วนของการอัปเกรดตัวละครนั้นก็จะทำได้ 4 อย่างด้วยกันคือ การอัปเลเวล, การอัประดับ Rarity (คล้ายกับการเพิ่มดาวในเกมอื่น), การเพิ่มเลเวลสกิล และ การหาไอเทมสวมใส่มาใช้ คงเรียกได้ว่ามีตัวเลือกให้อัปเกรดไม่เยอะไม่ยุ่งยากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับหลายๆ เกมล่ะนะ แต่ถึงอย่างนั้นการอัปเกรดแต่ละครั้งก็ใช้ทรัพยากรค่อนข้างเยอะกว่ามากเลยพอเทียบกับเกมเหล่านั้นอีกทีน่ะ คอนเทนต์ในเกมมีอะไรให้เล่นหรือทำบ้าง? เนื้อหาหลักๆ ภายในเกมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นเนื้อเรื่องหรือ Story Mode นั่นล่ะครับ นอกจากนั้นก็เป็นพวกคอนเทนต์ทั่วไปอย่าง เควสภารกิจ, ดันเจี้ยนทรัพยากร, ดันเจี้ยนรายวัน, อีเวนต์, Co-op Raid, ระบบ PVP หรือ แคลน-กิลด์ อะไรพวกนี้เป็นต้น ทางด้านคอนเทนต์ก็เรียกได้ว่าไม่น้อยหรือไม่เยอะเกินไปอยู่ในระดับที่พอมีอะไรให้ทำทุกวันแต่ถ้าจะให้เล่นทั้งวันคงเป็นไปไม่ได้ล่ะนะ แต่มีอยู่หนึ่งระบบเลยที่แฟนอนิเมะหรือแฟนนิยายมาเล่นในเกมนี้น่าจะชอบคงเป็น “ระบบความสัมพันธ์” ที่เหล่าตัวละครหลัก (ไม่นับ Cid) เกือบทุกคนเราสามารถไปคุยกับพวกเธอแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อเพิ่มค่าความสัมพันธ์ได้น่ะเอง โดยการเพิ่มค่าระดับดังกล่าวในแต่ละระดับก็จะมีของรางวลแตกต่างกันไปซึ่งเป็นเพชร Phantasm Gem ซะส่วนใหญ่ แต่บางระดับก็จะมี การปลดเนื้อเรื่องพิเศษ, เสียงพากย์ใหม่, เพิ่มค่าสเตตัสให้ตัวละคร หรือแม้แต่ฉากที่ให้เราไปคุยกับเธอได้อีกต่างหาก ส่วนตัวมองว่าไอระบบความสัมพันธ์เนี่ยล่ะน่าจะเป็นตัวชูโรงของเกมนี้เลย เพราะเนื่องจากเราสามารถเข้าไปรู้จักหรือทำความสนิทกับพวกเธอได้ แถมมีบทสนทนาคุยกันให้เลือกตอบได้อีกต่างหากอารมณ์มันเหมือนเล่นพวกเกมแนวจีบสาวประมาณหนึ่งเลยล่ะ ซึ่งตรงนี้ก็นับว่าเป็นเหมือนแฟนเซอร์วิสอย่างนึงที่เหล่าแฟนคลับน่าจะถูกอกถูกใจกันไม่มากก็น้อยละนะ คนที่ดูอนิเมะมาแล้วควรเล่นรึเปล่า? ตรงนี้ผมมั่นใจว่าหลายคนอาจกำลังลังเลอยู่ว่าจะเล่นเกมนี้ดีรึเปล่า เพราะโดยปกติแล้วเกมที่สร้างจากอนิเมะมักมีการอิงเนื้อหาจากอนิเมะเป็นหลักอยู่แล้วทำให้เนื้อหาจากสองแหล่งนี้ไม่ค่อยต่างกันมากนัก แต่กับในเกมนี้จะไม่ใช่อย่างนั้นเลยตรงกันข้ามด้วยซํ้าถ้าคุณดูอนิเมะเรื่องนี้มาแล้วชอบคุณยิ่งต้องมาเล่นเกมนี้โดยด่วนเลยล่ะ เหตุผลที่ควรเล่นนั้นเป็นเพราะเนื่องจากตัวอนิเมะนั้นจะมีการตัดฉายหรือรายละเอียดหลายๆ อย่างจากตัวไลน์โนเวลออกไปประมาณนึงเลย (แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญมากนัก) ซึ่งรายละเอียดพวกนี้ทางตัวเกมจะมีการนำมาใส่ไว้ให้เราได้ติดตามกันแทนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของกลุ่มตัวเอกในวัยเด็กที่ในเมะมีให้เห็นน้อยมาก, เนื้อเรื่องเชิงลึกที่ไม่มีการกล่าวถึง, บทสนทนาหรือโมเมนต์น่ารักๆ หาไม่ได้ในนิยายหรืออนิเมะก็ตามที คือมันมีใส่ไว้ค่อนข้างแน่นพอสมควรเลยล่ะ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรมาเล่นเกมนี้กันน่ะเองครับ สรุป รีวิว ลองเล่น The Eminence in Shadow: Master of Garden มาแล้วรู้สึกยังไงบ้าง? หลังจากลองไปเล่นมาระดับนึงก็มองว่าตัวเกม “โอเคใช้ได้” อยู่นะ ถึงแม้ในส่วนเกมเพลย์อาจดูเฉยๆ ไปบ้างแต่อย่างน้อยการใส่ระบบ Combo เข้ามามันช่วยทดแทนตรงนั้นได้ดีระดับนึงเลย หรืออย่างส่วนที่ชอบจริงๆ คงเป็น “เนื้อเรื่องเพิ่มเติม” นั่นล่ะครับตามที่ระบุไปก่อนหน้านี้ว่าในอนิเมะนั้นจะมีการตัดเนื้อหาจากไลท์โนเวลไปบ้าง แต่ทางตัวเกมก็ได้มีการใส่เนื้อหาเหล่านั้นเข้ามาให้แฟนๆ ได้ตามเสพในเกมนี้แทนซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ชอบมากเลยทีเดียว แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่ยังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่คงเป็น “คอนเทนต์” นั่นล่ะครับ เพราะเนื้อหาในเกมยังค่อนข้างว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเกม RPG อื่นๆ หรือเทียบกับเกมสร้างจากอนิเมะด้วยกันบางเกม ตรงนี้อาจต้องรอให้มีอัปเดตแพทช์เพิ่มเข้ามาอีกทีก็น่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ล่ะนะ ข้อดีของตัวเกม • เกมเพลย์เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจให้ปวดหัว • เนื้อหาเพิ่มเติมให้เสพที่ไม่มีในอนิเมะหรือไลน์โนเวล • เสียงพากย์ต้นตำหรับฉบับอนิเมะฟังลื่นหู • ระบบเพิ่มความสัมพันธ์ที่ทำมาแฟนเซอร์วิสได้ดีในระดับนึงเลย ข้อเสียของตัวเกม • คอนเทนต์ค่อนข้างซํ้าซาก • เกมยังไม่สเถียรเท่าที่ควร มีหลุดบ้าง ค้างบ้าง • เกมโหลดบ่อยมาก เปลี่ยนฉากโหลดที ออกห้องโหลดที

Read more

เป็นหนึ่งในเกมภาคต่อที่ได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนๆ ไม่น้อยเลยทีเดียวกับ Valiant Force 2 โดยล่าสุดนี้ทางตัวเกมก็พึ่งเปิดช่วงทดสอบให้แฟนเกมเข้าไปทดลองเล่นกัน ซึ่งผมก็จะมารีวิวตัวเกมดังกล่าวให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันมากขึ้นก่อนจะไปเล่นกันอย่างเต็มตัวนั่นเองครับ เกมนี้คือเกมอะไร? Valiant Force 2 นั้นจัดว่าเป็นเกมมือถือซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง XII Braves กับการเอาหนึ่งในผลงานอันโด่งดังของทางค่ายในชื่อเดียวกันอย่าง Valiant Force มาทำภาคต่อน่ะเองครับ เนื้อเรื่องภายในภาคนี้จะว่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งทศวรรษหรือ 10 ปีให้หลังจากภาคแรก โดยภายในภาคต่อนี้ก็ยังคงจุดเด่นต่างๆ ของตัวเกมไว้อย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเพิ่มคอนเทนต์และเนื้อหาใหม่เข้ามาเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้นน่ะเอง โดยเนื้อหาการรีวิวภายในบทความนี้จะเอาข้อมูลมาจากตัวเกม Valiant Force 2 ภายในช่วง CBT ที่พึ่งจัดขึ้นไปหรือคือช่วงวันที่ 24 พ.ย. - 1 ธ.ค. 2022 น่ะเองครับ ซึ่งแน่นอนว่าเวอร์ชั่นทดสอบนี้ได้เปิดให้เข้าลองเล่นเฉพาะสโตร์นอกเท่านั้น ส่วนถ้าใครอยากรอเล่นตัวเกมเวอร์ชั่นเปิดเต็มตัวหรือเปิดบนสโตร์ประเทศไทยบ้านเราก็อาจต้องรอกันไปก่อนล่ะนะ แนะนำเกมคร่าวๆ ไปแล้วทีนี้เรามาดูถึงเนื้อหาต่างๆ ภายในเกมภาคต่อนี้กันบ้างดีกว่า ระบบการเล่นที่ทั้งแปลกใหม่และก็ยังคงคุ้นเคยไปในตัวด้วย ตัวเกม Valiant Force 2 นี้จะมาในรูปแบบของ Strategy Turn-based RPG หรือคือเกม แนววางแผน + เทิร์นเบส + RPG น่ะเองครับ ซึ่งถึงแม้รูปแบบการเล่นหลักจะยังคงเดิมเหมือนกับ Valiant Force ภาคแรกอยู่ แต่ในส่วนของตัวเกมเพลย์นั้นต้องเรียกว่าค่อนข้างต่างจากเดิมไปพอสมควรเลยล่ะ ถึงอย่างนั้นในขณะเดียวกันก็ยังคงมีเอกลักษณ์ที่คงเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ด้วย สิ่งที่ยังเหมือนเดิมไว้อยู่ก็คือ “การจัดทีม” ที่ตัวก่อนเริ่มการต่อสู้ตัวเกมจะให้เราสามารถจัดวางตำแหน่งตัวละครของเราได้ในลักษณะ 3 x 3 ช่อง ซึ่งเหมือนกับตัวเกมในภาคแรกเลยน่ะเอง และแน่นอนว่าการวางตำแหน่งพวกนี้ก็จะมีในส่วนของสกิลลิงค์อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนสิ่งที่ต่างไปก็คือ “ตารางช่องการเดิน” จากเดิมในภาคแรกตัวละครจากทั้งสองฝั่งจะหันหน้าชนกันเสมอและจำเป็นต้องกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ก่อนจึงจะขยับไปยังช่องต่อไปได้ แต่พอมาในภาคนี้ตัวเกมจะมาในลักษณะกระดานใหญ่ที่เราสามารถเลือกให้ตัวละครเดินไปตำแหน่งต่างๆ ได้ไม่จำเป็นต้องหันหน้าชนกันอีกต่อไป อารมณ์เดียวกับเกมแนว JPRG สมัยก่อนหรือไม่ก็พวกแฟรนไชส์ SRW ทั้งหลายนั่นล่ะครับ ตามที่บอกไปครับว่าด้านเกมเพลย์ยังคงเดิมเอกลักษณ์ไว้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต่างไปพอสมควรเลย ซึ่งพอได้มาเล่นแล้วนับว่าแปลกไปอยู่บ้างแต่ก็เป็นความสนุกอีกแบบ ใครที่เคยเล่นในภาคแรกมาก่อนพอมาภาคนี้อาจต้องปรับตัวอยู่บ้างแต่รับรองได้เลยว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน ตัวละครภายในเกมและระบบคลาสอาชีพ หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Valiant Force กลายเป็นที่จดจำของแฟนเกมตั้งแต่ในภาคแรกเลยก็คือ “ตัวละคร” และ “ระบบคลาสอาชีพ” น่ะเองครับ ซึ่งถึงแม้ภายในเกมนี้จะมาในลักษณะเกมแนวสะสมตัวละครแต่ถึงอย่างนั้นตัวละครของเราก็ยังสามารถเปลี่ยนคลาสหรือเลื่อนขั้นได้ และแน่นอนว่าพอมาในภาคสองนี้ระบบดังกล่าวก็ยังคงเดิมไว้ด้วยเช่นกัน อย่างแรกเลยคือในส่วนของ “ตัวละคร” ที่ภายในเกมจะเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า Heroes ซึ่งวิธีการได้มาหลักๆ ก็คือตู้กาชาปองนั่นล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็จะยังคงมีบางตัวละครเราสามารถหามาได้ฟรีๆ จากเนื้อเรื่องหรือกิจกรรมอยู่ด้วยล่ะนะ โดยตัวละครที่เราเปิดมาได้นั้นจะมีการแบ่งเกณฑ์ออกเป็น 2 อย่างด้วยกันคือ 1. ความหายากตั้งแต่ R - SSR และ 2. คลาสเริ่มต้นของตัวละคร น่ะเองครับ อย่างถัดมาคือ “คลาสอาชีพ” ตามที่บอกไปเลยครับว่าตัวละครของเรานั้นสามารถทำการเปลี่ยนคลาสหรือเลื่อนขั้นได้แต่ทำได้ก็ต่อเมื่อถึงเงื่อนไขแล้วเท่านั้น โดยทุกตัวละครจะมาพร้อมคลาสเริ่มต้นกำกับไว้อยู่ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น 5 คลาสด้วยกันคือ: Guardian - สายแทงค์ ตัวชนให้เพื่อน Champion - สายวอริเอ้อ ตัวทำดาเมจแนวหน้า Shadow - สายมีด (สายมือสังหาร) Healer - สายพระ สนับสนุนเพื่อนร่วมทีม Hunter - สายธนู เน้นโจมตีระยะไกล Mystic - สายเวท เน้นทำดาเมจเวทจากระยะไกล เมื่อเงื่อนไขครบกำหนดเราก็สามารถทำให้พวกเขาเปลี่ยนคลาสและเลือก Subjob มาใช้งาน โดยคลาสที่เปลี่ยนได้นั้นแต่ละตัวจะมีให้เลือกไม่เหมือนกันเลย แถมจำนวนคลาสที่เลือกเปลี่ยนได้จะแตกต่างกันไปตามความหายากของตัวละครเอง อย่างระดับ R - 1 คลาส, SR - 2 คลาส และ SSR - 3 คลาส น่ะเองครับ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคลาสก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันรวมไปถึงสกิลที่ใช้ได้เองด้วย ทางด้านตัวละครและระบบคลาสอาชีพก็เรียกได้ว่าคงเดิมไว้เลยล่ะ ใครที่หวนคิดถึงการนั่งเก็บเลเวลตัวละครหาของมาเปลี่ยนคลาสในภาคแรกก็สามารถกลับมาไล่ทำให้หายคิดถึงกันในภาคนี้ได้เช่นกัน แล้วคอนเทนต์ภายในเกมมีอะไรให้ทำบ้างล่ะ? เนื้อหาหลักของ Valiant Force 2 นี้ต้องเป็นการตะลุยเนื้อเรื่องหรือ Adventure แน่นอนอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันทางตัวเกมก็ยังคงมีคอนเทนต์ส่วนอื่นๆ มาให้ผู้เล่นได้ทำกันด้วยล่ะนะ ไม่ว่าจะเป็น Academy I&II - กระดานภารกิจทำเพื่อรับของรางวัล, Event Battles - เควสอีเวนต์, Arena - ลานท้าประลองไปไล่ตบกับชาวบ้าน หรือแม้แต่พวกคอนเทนต์เกี่ยวกับ Guild เองก็ตามที แต่ถ้าพูดถึงหนึ่งในคอนเทนต์ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจจากแฟนเกมไม่น้อยเลยก็คือ Airship หรือ “เรือเหาะ” ของเรา โดยคอนเทนต์ในส่วนนี้จะเปรียบเสมือนกับพวกระบบบ้านหรือไม่ก็ห้องพักในเกมอื่น ภายในเรือเหาะของเรานั้นเราสามารถทำการต่อเติมและขยายไปได้เรื่อยๆ แถมยังสามารถปรับแต่งให้ออกมาในธีมที่เราต้องการได้อีกต่างหาก จึงไม่น่าแปลกใจนักว่าทำไมแฟนเกมหลายๆ คนถึงชอบคอนเทนต์ในส่วนนี้กันนักล่ะนะ ในส่วนของคอนเทนต์นั้นถ้าเทียบกับภาคแรกแล้วอาจจน้อยลงไปอยู่บ้างแต่ก็อย่าลืมว่านี่คือข้อมูลในช่วง CBT ครับ ในอนาคตที่ตัวเกมเปิดให้บริการแล้วอาจมีการใส่เนื้อหาหรือคอนเทนต์อย่างอื่นมาอีกเป็นได้ ดังนั้นใครกลัวไม่มีอะไรเล่นก็หายห่วงได้เลยมีให้ทำกันยาวๆ แน่นอน รีวิว Valiant Force 2 : คิดเห็นยังไงกับเกมภาคนี้บ้าง สรุปตัวรีวิว Valiant Force 2 หลังจากไปลองเล่นมาสักพักคงต้องบอกว่า “ชอบ” นั่นล่ะครับ เนื่องจากผู้เขียนเคยเล่นตัวเกม Valiant Force ในภาคแรกมาก่อนแล้วก็รู้สึกว่าระบบเกมมันทำออกมาดีอย่างพวกตัวละครที่มาพร้อมคลาสอาชีพเนี่ยยิ่งเป็นจุดเด่นเลย พอมาในภาคนี้ตัวเกมยังไม่ทิ้งระบบดังกล่าวไปและนำมาใช้ในภาคนี้ด้วย นอกจากนี้ทางด้านระบบการเล่นยังทำให้ดุน่าสนใจขึ้นด้วย จากในภาคก่อนคือทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันและรออัดกันอย่างเดียว ในภาคนี้เราก็สามารถพาเดินย้ายตำแหน่งได้ส่งผลให้การวางแผนทำได้ลึกมากขึ้นน่ะเอง  สิ่งที่ชอบมากในภาคนี้คงเป็น “กราฟฟิค” นั่นล่ะครับ พอมาใน Valiant Force 2 มานี้ตัวเกมมีการเปลี่ยนสไตล์ภาพไประดับนึงเลยล่ะแต่ก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พวกฉากหลัง, โมเดลตัวละคร, เอฟเฟกต์สกิล, ฉากอนิเมชั่นตอนใช้ท่าไม้ตาย ไปจนถึงพวกงานอาร์ตเวิร์กต่างๆ คือทำออกมาดีกว่าภาคก่อนแบบเห็นชัดทีเดียว ตรงนี้ผมก็ค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่าใครที่เคยเล่นภาคแรกมาก่อนก็น่าจะคิดเหมือนกันนั่นล่ะครับ ส่วนถ้าพูดถึงสิ่งที่เสียดายก็คงเป็น “อาร์ตเวิร์คตัวละคร” นั่นล่ะครับ จากเดิมในภาคก่อนเวลาตัวละครเราเปลี่ยนคลาสโมเดลกับอาร์ตเวิร์คของตัวละครจะเปลี่ยนตามด้วย แต่กับในภาคนี้จะไม่เปลี่ยนเนี่ยสิถ้าอยากเปลี่ยนจริงๆ ก็ต้องไปเติมซื้อสกินแแทน ตรงนี้นับว่าเป็นอะไรที่เสียดายมากเลยล่ะ ข้อดีของตัวเกม • ภาพสวยละมุนตามาก • เกมเพลย์เล่นได้ค่อนข้างอิสระกว่าภาคแรก • ระบบคลาสอาชีพให้เปลี่ยนได้มากมาย • ของแจกจากเควสและกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ข้อเสียของตัวเกม • เนื้อหาค่อนข้างเยอะต้องเก่งภาษาระดับนึงเลย (มีภาษาไทยจะหมดปัญหาทันที) • การเล่นแต่ละรอบใช้เวลาค่อนข้างนาน • เวลาเปลี่ยนคลาสอาร์ตตัวละครไม่เปลี่ยนแล้ว ภาคแรกเปลี่ยนตลอด

Read more

จัดเป็นหนึ่งในเกมมือถือเปิดใหม่ที่ได้รับความสนใจจากแฟนเกมไม่น้อยเลยทีเดียวกับ Neural Cloud อีกหนึ่งเกมตัวใหม่จากแฟรนไชส์ชื่อดังน่ะเอง ในวันนี้ผมก็เลยจะมารีวิวตัวเกมดังกล่าวให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันมากขึ้น และมาดูกันดีกว่าว่าทำไมตัวเกมดังกล่าวถึงได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนเกมน่ะเอง เกมนี้คือเกมอะไร? สำหรับตัวเกม Neural Cloud หรือในชื่อเต็มว่า Girls’ Frontline: Neural Cloud นั้นเป็นเกมมือถือตัวใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง MICA Team / Sunborn สตูดิโอเดียวกับผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Girls’ Frontline น่ะเองครับ ซึ่งถ้าพูดถึงแฟรนไชส์นี้เกมเมอร์บ้านเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกันเท่าไหร่นักเพราะยังไม่เคยมาลงสโตร์บ้านเราเลย แต่ตัวแฟรนไชส์ดังกล่าวก็นับว่าดังพอสมควรจนถึงขั้นที่ว่าได้ถูกหยิบมาทำอนิเมะเลยล่ะนะ โดยตัวเกม Neural Cloud ในภาคนี้ก็จะมาในสไตล์เกมแนววางแผน Strategy Game ที่ผสมผสานกับความเป็นแนว Roguelike ลงไป พร้อมด้วยสไตล์ภาพตัวละครแนวจิบิ 3D สุดน่ารักชวนเล่นมากทีเดียว สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่พึ่งเปิดไปล่าสุดนี้ก็เป็นของทางฝั่ง Global น่ะเองโดยมีการลงใหกับทั้งฝั่งของ IOS และ Android เลยเพื่อนๆ คนไหนสนใจก็ไปดาวน์โหลดมาเล่นได้นะ เอาล่ะแนะนำตัวเกมคร่าวๆ แล้วทีนี้เรามาดูถึงระบบการเล่น, ตัวละคร และความน่าสนใจส่วนอื่นๆ กันต่อเลยดีกว่า เกมเพลย์เข้าใจง่าย แต่เล่นให้เก่งต้องฝึกพอสมควรเลย ตามที่ระบุไปตอนต้นครับว่าตัวเกม Neural Cloud นี้จะมาในสไตล์เกมแนววางแผน Strategy Game ที่เราต้องนำตัวละครในทีมของเราไปลงสนามเพื่อต่อสู้ โดยเมื่อเริ่มเกมในแต่ละด่านทางตัวเกมจะเปิดให้เราวางแผนก่อนว่าเอาตัวไหนวางตรงไหนได้ซึ่งมาลักษณะในแบบตารางช่องน่ะเอง เมื่อเราจัดตำแหน่งเรียบร้อยแล้วกดเริ่มตัวละครในทีมของเราก็จะวิ่งไปจัดการฝั่งตรงข้ามโดยอัตโนมัติครับ ในระหว่างต่อสู้นั้นอยู่เราสามารถทำการกดใช้งานท่าไม้ตายตัวละครที่อยู่บริเวณด้านขวาของจอได้เพียงแต่การเปิดใช้งานไม้ตายนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือน “เกจพลังงาน” ที่ต้องเลือกใช้และไม่สามารถกดพร้อมกันได้ทุกตัวล่ะนะ นอกจากนี้มีอีกสิ่งที่ทำได้นั่นคือการเปิดใช้งาน Tactical Skill หรือ “สกิลกลยุทธ” มีลักษณะเป็นแถบแต้มสีเหลืองอยู่มุมขวาล่าง โดยสกิลนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนความสามารพิเศษใช้ในสนามเช่น เทเลพอร์ตตัวละครของเราไปยังตำแหน่งใดก็ได้ในแผนที่ หรือ เปิดใช้งานสกิลพื้นฐานของตัวละคร อะไรทำนองนี้เป็นต้น ในการเปิดใช้แต่ละสกิลนั้นก็จะมีเขียนกำกับไว้อยู่ว่าต้องใช้แต้มเท่าไหร่ ซึ่งแต้มก็จะค่อยๆ เด้งเพิ่มขึ้นมาทีละนิดระหว่างต่อสู้อยู่ ในส่วนของเกมเพลย์นี้ก็เรียได้ว่าเข้าใจง่ายพอสมควรเลยเพราะเป็นระบบพื้นฐานที่เราเจอได้ในเกมมือถือส่วนใหญ่ แต่การจะเล่นให้เก่งให้คล่องนั้นอาจต้องใช้เวลาในการฝึกพอสมควรเลยเพราะในแต่ละด่านมันจะไม่ได้มีแค่ตัวละครทีมเราหรือศัตรูเท่านั้น แต่มันจะมีในส่วนของพวกสิ่งกีดขวางหรือกับดักต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำให้เราต้องพึ่งการวางแผนมากกว่าเกมอื่น แล้วระบบ Roguelike ที่ว่าอยู่ตรงไหนกันล่ะ? นอกเหนือจากการเป็นเกมวางแผนแล้วอีกหนึ่งระบบที่ตัวเกมเลือกนำมาใช้ด้วยนั่นก็คือ Roguelike ครับ ระบบที่นำมาเข้ามาใช้และส่งผลให้การเล่นในแต่ละรอบแทบจะไม่ซํ้ากันเลย แล้วถ้าอย่างนั้นระบบนี้มันอยู่ตรงไหนกันล่ะ? ส่วนแรกของ Roguelike เลยนั้นจะอยู่ที่ตัวของ Function มาในลักษณะของความสามารถเสริมที่ผู้เล่นสามารถกดรับได้หลังจบด่านย่อยและก็แน่นอนว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่า Function โผล่มาให้เราเลือกแบบไหนแถมมันก็ไม่ได้มีแต่เพิ่มความสามารถให้เราเสมอไปหรอกนะ บางครั้งมันก็มีประเภทโผล่มาลดความสามารถของเราอยู่ด้วย โดยตัว Function พวกนี้จะยังคงอยู่กับเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบด่านครับผม ส่วนต่อมาอยู่ที่ “ตัวด่าน” ในการเล่นแต่ละครั้งตัวด่านจะมีการสุ่มออกมาไม่เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวของด่านเอง, ศัตรู หรือพวกสิ่งกีดขวางเองก็ตามที ทำให้เราคาดเดาอะไรแทบไม่ได้เลยล่ะ แถมค่าพลังชีวิตหรือ HP ของตัวละครก็จะไม่ฟื้นฟูมาให้ด้วยจบกว่าเราจะเล่นจบด่านย่อยทั้งหมด ซึ่งตรงนี้มันเลยทำให้พวกตัวสายฮีลทั้งหลายเป็นอะไรที่สำคัญมากทีเดียว ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วตัว Function ก็จะเปรียบเสมือน “ไอเทม” ในเกม Roguelike นั่นล่ะครับ ส่วนตัวด่านก็จะคล้ายกันเลยคือสุ่มเปลี่ยนไปไม่ให้ซํ้ากันและด้วยระบบนี้นี่เองมันเลยทำให้การเล่นแต่ละรอบไม่ซํ้ากันเลย แถมเอาเข้าจริงเรื่องของ “ดวง” ก็มีความเกี่ยวข้องอยู่ด้วยล่ะนะ เพราะถ้าเกิดดวงร้ายเจอแต่ Function ติดลบมาก็มีโอกาสทำให้เราแพ้ได้ง่ายๆ เลยล่ะ แต่ถ้าดวงดีได้ของบวกตรงสายตัวละครมันก็จะทำให้เราผ่านด่านง่ายมากทีเดียว ตัวละครที่เราสะสมได้ภายในเกมเป็นยังไงบ้าง? ทางด้านตัวละครที่เราสามารถหามาสะสมภายในเกมนี้ได้นั้นจะถูกเรียกว่า Doll ครับ ซึ่งจะมีการแบ่งออกด้วยเกณฑ์สองอย่างคือ 1.ระดับความหายาก และ 2.คลาสของตัวละคร ส่วนวิธีการหาตัวละครนั้นแน่นอนว่าวิธีหลักก็มาจาก “กาชาปอง” น่ะเองส่วนที่เหลือก็เป็นการเคลียร์เนื้อเรื่องหรือไม่ก็อีเวนต์ต่างๆ อย่างช่วงเปิดเกมนี้ก็มีการแจกน้อง Willow มาให้ฟรีด้วยล่ะนะ ในส่วนของระดับความหายากนั้นจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ขั้นด้วยกันคือ: • ระดับ R (★) • ระดับ SR (★★) • ระดับ SSR (★★★) ทางด้านคลาสของตัวละครนั้นก็จะแบ่งออกเป็น 5 ประเภทด้วยกันคือ:  • Guard - ตัวถึกทนไว้รับดาเมจหรือก็คือตัวแทงค์ประจำเกมนั่นล่ะครับ • Sniper - สายที่เน้นการทำดาเมจระยะไกล • Warrior - อีกหนึ่งสายดาเมจที่เน้นการโจมตีระยะใกล้ • Specialist - สายที่เน้นการใช้สกิลต่างๆ ในการโจมตีหรือไม่ก็ก่อกวนศัตรู • Medic - สายซัพพอร์ตที่มีบทบาทหลักในการรักษาและบัฟ ทั้งนี้ไม่ว่าตัวละครจะเป็นระดับความหายากไหนหรือเป็นคลาสใดก็ตามแต่ ทุกตัวสามารถดันไปถึงระดับ 5 ดาวได้ครับ อย่างเช่นตัวละครในระดับ R ที่มีดาวเดียวถ้าเกิดเราปั้นน้องมากพอน้องก็สามารถไต่ไปถึงระดับ 5 ดาวและอาจเก่งเทียบเท่ากับตัว SSR บางตัวที่อัปเต็มได้เลย มันจึงกลายเป็นว่าระดับความหายากในเกมนี้เป็นเหมือนตัวชี้วัดความยากในการเปิดได้กับจำนวนดาวและสกิลที่ใช้ได้ตั้งแต่เริ่มมากกว่า คอนเทนต์หรือโหมดอื่นในเกมมีอะไรบ้าง ถ้าหากพูดถึงคอนเทนต์หลักของตัวเกมก็คงเป็นการตลุยด่านเคลียร์เนื้อเรื่องนั่นล่ะครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งเกมจะมีอยู่แค่นั้นสักหน่อยเพราะเราก็ยังมีโหมดการเล่นอื่นๆ ให้ได้เข้าไปเล่นกันอยู่ด้วยครับ ยกตัวอย่างอันแรกเลยกับ Oasis ระบบที่มาในลักษณะ “ป้อมปราการ” ที่คล้ายกับระบบเมืองให้เราสามารถทำการต่อเติมหรือสร้างอาคารต่างๆ เข้ามาได้ ซึ่งอาคารทั้งหลายเหล่านี้เมื่อเราสร้างมันก็จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายแหล่ตามมาด้วยน่ะเองครับ แน่นอนว่านี่ก็คือหนึ่งในระบบสำคัญของตัวเกมที่ผู้เล่นทุกคนต้องแวะมานั่นล่ะครับเพราะถ้าไม่สร้างเราก็จะเข้าถึงคอนเทนต์อื่นไม่ได้เลย นอกจากนี้ก็ยังมีคอนเทนต์อื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น Dormitory - หอพัก, Factory - โรงงาน ไปจนถึงพวกคอนเทนต์อย่าง Endless Mode, Exploration หรือ ท้าประลองบอสต่างๆ เองด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นระบบที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นล่ะครับมันอาจไม่ได้ดูแปลกใหม่อะไรมากนักแต่อย่างน้อยก็พอจะอุ่นใจได้ว่าจะมีอะไรให้เราทำภายในเกมนี้แน่นอนไม่ต้องกลัวเคว้งแต่อย่างใด คิดเห็นยังไงกับตัวเกมบ้าง? หลังจากไปลองเล่นประมาณนึงแล้วถ้าถามว่าคิดยังไงกับตัวเกมคนต้องบอกว่า “เล่นยากระดับนึงเลยล่ะ” ด้วยเหตุผลที่ว่าเกมนี้จะมาในสไตล์ของเกมแนววางแผน Strategy ที่เราต้องคิดให้ดีว่าเอาตัวไหนไป ต้องวางตรงไหน กดสกิลช่วงไหนอะไรยังไง คือแค่นี้มันก็เหนื่อยระดับนึงแล้วนะแต่นี่ตัวเกมยังใส่ความเป็น Roguelike เข้ามาอีกทำให้ตัวเกมเล่นยากขึ้นไปอีกขั้นนึงเลยล่ะ แต่ถึงแม้เกมมันจะแอบเล่นยากอยู่แต่เอาจริงๆ เกมมันก็สนุกมากนะ อย่างเวลาเราเล่นจบด่านแล้วเปิดได้ Function โหดๆ เนี่ยมันทำให้เพลินมากเลย อย่างเช่นอันที่ทำให้คลาส Warrior วาร์ปตีตัวอื่นได้เมื่อฆ่าศัตรูได้บางครั้งเราจะเห็นตัวละครเรากลายเป็นยอดมนุษย์วาร์ปรัวๆ เลยก็มี หรือเอฟเฟกต์ที่ทำให้ Healer ฮีลแรงขึ้นรัวขึ้นชนิดที่ว่าเล่นจนจบด่านทั้งทีมเลือดเต็มไม่ลดเลยล่ะ แต่ถ้าช่วงไหนดวงแย่ๆ เจอ Function ติดลบมาแทบจะปามือถือทิ้งก็มีอยู่บ้างล่ะนะฮ่าๆ  สรุปเลยคือลองมาเล่นกันดูก่อนก็ได้ครับ อย่างที่บอกไปว่าเกมมันเล่นไม่ยาก แต่จะเล่นให้เก่งก็อีกเรื่องนึง เผื่อบางคนมาเล่นแล้วอาจจะถูกกับเกมแนวนี้ก็เป็นได้ ข้อดีของตัวเกม:  • ภาพสวยมากไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟกต์, ฉาก หรือตัวละครก็ตามที • การเล่นแต่ละรอบให้ประสบการณ์ไม่ซํ้ากันเลยเพราะเป็นแนว Roguelike • มีโหมดหลายอย่างให้เล่นค่อนข้างเยอะ • การปั้นตัวละครเกมนี้ทำได้ค่อนข้างง่ายเทียบกับเกมอื่น ข้อเสียของตัวเกม:  • ต้องเก่งภาษาระดับนึงถึงเล่นได้คล่อง (ใช้แปลสกิล, Function, Tactical Skill อื่นๆ ) • การผ่านด่านแต่ละทีใช้เวลาค่อนข้างเยอะเทียบกับหลายๆ เกม

Read more

หนึ่งในแฟนไชส์ระดับตำนานที่อยู่คู่กับวงการเกมออนไลน์มาอย่างยาวนานอย่าง Ragnarok Online ล่าสุดก็ได้มีการเปิดตัวเกมใหม่จากจักรวาลดังกล่าวอีกหนึ่งเกมแล้วกับ Ragnarok Begin (West) โดยวันนี้ผมก็จะมาพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับตัวเกมดังกล่าวกันว่ามันเป็นยังไงหรือมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง เผื่อจะเป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ คนอื่นได้ว่าจะเล่นดีหรือไม่น่ะเองครับ เกมนี้คือเกมอะไรกันล่ะ? ตัวเกม Ragnarok Begin (ในกรณีนี้ West คือโซนเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดครับ) นั้นเป็นผลงานเกมที่ถูกพัฒนาและจัดจำหน่ายโดยทางค่าย Gravity Interactive ค่ายเกมชื่อดังที่แฟนเกมบ้านเราน่าจะคุ้ยเคยกันดีน่ะเอง ซึ่งตัวเกมดังกล่าวนั้นก็ได้มีการนำเอาเนื้อหาจากเกมออนไลน์ชื่อดังอย่าง Ragnarok Online มาถ่ายทอดใหม่ในสไตล์เกมรูปแบบ 2.5D พร้อมกับสไตล์การเล่นแบบ Side Scrolling ARPG  โดยตัวเกม Ragnarok Begin (West) นี้ได้มีการเปิดให้บริการบนทั้งสมาร์ทโฟน IOS & Android พร้อมกันกับฝั่ง PC เลยด้วย ซึ่งปัจจุบันทางตัวเกมก็ได้มีการเปิดให้เฉพาะในสโตร์ฝั่งนอกเท่านั้นส่วนบ้านเรายังไม่เปิดแต่อย่างใด ทำให้ใครที่จะเล่นบนสมาร์ทโฟนก็อาจต้องหาวิธีมุดไปดาวน์โหลดมาเล่นหรือไม่ก็หาตัวติดตั้ง APK มาแทน ส่วนฝั่ง PC ก็สามารถดาวน์โหลดลันเชอร์จากหน้าเว็บได้โดยตรงไม่ต้องมุดแต่อย่างใดครับผม เอาล่ะแนะนำเกมคร่าวๆ แล้วทีนี้เรามาดูเกี่ยวกับตัวเกมกันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง เนื้อเรื่องและจุดเชื่อมโยมกับ Ragnarok Online อย่างแรกเลยที่น่าสนใจของตัวเกมนี้ก็คือ “เนื้อเรื่อง” ครับ ที่ตัวเกมภาค Begin นี้จะมีไทม์ไลน์อยู่ในช่วง 100 ปีก่อนหน้าเหตุการณ์ในเกม Ragnarok Online ว่าถึงช่วงความขัดแย้งระหว่างสาธารณรัฐ Schwarzwald และ อาณาจักร Rune-Midgard ที่เริ่มมีความหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อื่นตามมาในภายหลังน่ะเองครับ โดยตัวของเรานั้นจะได้รับบทเป็น “นักผจญภัยมือใหม่” ผู้ได้รับภารกิจแรกในการคุ้มกันกองคาราวานกับการส่งตัวบุคคลปริศนาคนหนึ่งไปยังจุดหมาย และในระหว่างการคุ้มกันนั้นเองตัวคุณก็ได้ถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งปลายทางของเส้นทางนี้มันก็จะนำคุณไปสู่สงครามครั้งสุดท้ายหรือ Ragnarok นั่นเองครับ ตรงเนื้อเรื่องนี้ถ้าใครเคยเล่น Ragnarok Online แล้วชอบอ่านพวกเนื้อเรื่องหรือ Lore ต่างๆ ในเกมล่ะก็ คุณจะได้พบมันค่อนข้างเยอะภายใน Begin พอสมควรเลยล่ะครับ ทั้งตัวละครที่ถูกจารึกเป็นตำนาน, ดินแดนโน้นนี้, สงครามอันเลื่องชื่อ คือถ้าเกิดใครเป็นคนเสพเนื้อเรื่องน่าจะชอบกันตรงนี้ไม่มากก็น้อยล่ะครับ ระบบเกมเพลย์ของตัวเกมเป็นยังไง ทางด้านเกมเพลย์ของ Ragnarok Begin นั้นก็ตามที่บอกไปด้านบนเลยครับคือมาในสไตล์ของ Side Scrolling + Action RPG หรือก็คือ “เกมแอ็คชั่นมุมมองด้านข้าง” นั่นเอง ซึ่งด้านข้างที่ว่านี้จะไม่ได้ตายตัวแค่ ซ้าย - ขวา เท่านั้นนะเพราะเรายังสามารถเดินขึ้นเดินลงได้อยู่จึงทำให้พอมีพื้นการเล่นบ้างไม่ได้ล็อคตายตัวแบบเกม Side Scroll บางเกมครับผม ตรงนี้ถ้าใครนึกไม่ออกให้ลองนึกเกมออนไลน์อย่าง Dragonica ดูก็ได้ครับน่าจะเห็นภาพชัดเจนที่สุดแล้ว ส่วนแนวทางการเล่นของตัวเกมคือ “เกมเก็บเลเวล” นั่นล่ะครับที่ในช่วงแรกเราจะต้องรับเควสทำโน่นทำนี่ไปก่อนทั้งการ ฝึกสอน, เก็บเลเวล, เนื้อเรื่อง, เปลี่ยนอาชีพ จิปาถะ ไปจนถึงระดับนึงมันจะมีช่วงที่เควสเริ่มมีเพดานเลเวลโผล่มา เช่นเควสนี้จบที่ 20 แต่เควสต่อไป 25 เราก็ต้องไปนั่งไล่เก็บเวลให้ถึงจึงไปต่อได้น่ะเองครับ ซึ่งในช่วงเพดานเลเวลนี้เราอาจไปหาทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนได้เพราะในเกมก็มีอะไรให้ทำค่อนข้างหลายอย่างพอสมควรเลยล่ะ ทางด้านแนวทางของตัวเกมนี้ถ้าเอาจริงๆ มันก็เหมือนกับเกมอื่นๆ ในจักรวาล Ragnarok Online นั้นล่ะครับ เก็บเลเวล เปลี่ยนอาชีพ หาของ ลงดันลง PVP อะไรก็ว่าไป ซึ่งจุดที่แตกต่างออกไปคงมีแค่การเปลี่ยนมาเป็น Side Scrolling เท่านั้นล่ะและอีกสิ่งหนึ่งที่พบได้แทบทุกเกมมือถือ RO เลยคือ “ระบบสเตมิน่า” น่ะเองครับ เกี่ยวกับตัวละครและคลาสอาชีพ สำหรับคลาสอาชีพนั้นในตอนแรกตัวละครที่เราสร้างออกมานั้นจะเป็นคลาส Novice ซึ่งเราต้องทำเควสไล่ตีมอนไปจนกว่าเลเวล 10 ทางตัวเกมจึงจะมีตัวเลือกอาชีพมาให้เราเปลี่ยนได้ครับ โดยคลาสที่เราเปลี่ยนได้นั้นจะมีแค่ 4 คลาสเท่านั้นคือ Swordsman - นักดาบ, Archer - นักธนู, Acolyte - นักบวช และ Magician - นักเวทย์ หลังจากเราเปลี่ยนคลาสเรียบร้อยปุปนอกจากเลเวลตัวละครแล้วทางตัวเกมจะมีในส่วนของ Job Level มาให้เราเก็บเพิ่มอีกต่อนึง ซึ่งแน่นอนครับว่าเราก็ต้องเก็บเจ้าเลเวลจ็อบนี้ไปจนกว่าถึงกำหนดจึงจะเปลี่ยนคลาสต่อไปได้น่ะเอง สไตล์เดียวกับ RO ต้นฉบับเลย ทางด้านรูปลักษณ์ตัวละครนั้นในขั้นตอนการสร้างเราจะปรับได้แค่ 4 อย่างเท่านั้นครับคือ เพศตัวละคร, ทรงผม, สีผม และ ใบหน้า แถมตัวเลือกยังมีค่อนข้างน้อยเลยด้วยล่ะนะ แต่ก็อย่าพึ่งเสียใจไปเพราะเมื่อเราเล่นไปถึงเลเวล 20 ก็จะมีการปลดล็อคฟังค์ชั่น Customization โผล่มาให้เราสามารถปรับแต่งได้เพิ่ม แถมยังมีพวกใบหน้า-ทรงผม-สีผม ใหม่ๆโผล่มาให้เราเลือกได้ด้วยแต่ก็ต้องแลกมากับการหาไอเทมมาแทนล่ะนะซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่เราก็สามารถหาในเกมได้เลยครับไม่ต้องเติมให้วุ่นวายแต่อย่างใด (นอกจากพวกของลิมิเต็ดหรือพิเศษจริงๆ ล่ะนะ) ในส่วนของตัวละครและคลาสอาชีพก็คงเรียกได้ว่าไม่ต่างจากเกมอื่นของ RO เลยล่ะครับ ถ้าจะมีต่างจริงๆ คงเป็นพวก “ชุดคอสตูม” มากกว่าที่เกมนี้ทำออกมาค่อนข้างอลังการพอสมควรเลยล่ะนะ แต่ก็นั่นละครับขึ้นชื่อว่าของสวยๆ งามๆ ยังไงมันก็ต้องเปย์อยู่ดีละนะ นอกจากเก็บเลเวลแล้วมีอะไรให้ทำอีกบ้าง ถ้าไม่นับเรื่องของการทำเควสหรือเก็บเลเวลแล้วในเกมยังมีอย่างอื่นให้ทำบ้างรึเปล่า? คำตอบคือมีครับไม่ว่าจะเป็น การทำงานสายอาชีพ ขุดแร่ - เก็บผัก - ทำอาหาร, การคราฟอุปกรณ์, การล่าบอส-มินิบอส, ปีนหอคอย, ล่าค่าหัว, PVP หรือแม้แต่พวก “ระบบบ้าน” ที่ให้เราเข้าไปแต่งบ้านเป็นของเราได้ตามใจชอบก็มีมาให้ด้วยล่ะนะ แน่นอนครับว่าตามสไตล์เกมมือถือฟีเจอร์พวกนี้ส่วนใหญ่จะมีเงื่อนไขคือ “เลเวลตัวละคร” ถ้าเลเวลไม่ถึงมันจะไม่ปลดล็อกมาให้เราใช้น่ะเอง อย่างเช่นระบบบ้านเนี่ยที่ใครหลายคนตั้งตารอกันอยู่กว่าเราจะใช้งานได้ก็ต้องเล่นไปเลเวล 40 เลยล่ะ ยิ่งมีระบบสเตมิน่าที่จำกัด EXP ในแต่ละวันเข้ามาแล้วด้วยละก็กว่าจะไปถึงอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 2 - 3 วันเลยล่ะนะ สำหรับใครที่กังวลกลัวไม่มีอะไรทำก็หายห่วงได้ครับมีให้ทำอย่างแน่นอน แต่ในช่วงแรกให้โฟกัสกับการเก็บเลเวลไปก่อน พอถึงจุดที่ไปต่อไม่ได้ตัวเกมจะบีบเราให้ไปทำพวกคอนเทนต์เหล่านี้เองล่ะนะ คิดเห็นยังไงกับตัวเกมหลังเล่นบ้าง หลังจากไปเล่นมาถ้าถามว่ารู้สึกยังไงคงต้องบอกว่า “รู้สึกเฉยๆ มากกว่า” โดยเหตุผลนั้นเป็นเพราะแนวทางการเล่นเกือบทั้งหมดแทบจะเหมือนกับเกมมือถืออื่นของ RO เลยล่ะ ถ้าจะมีความต่างก็คงแค่เปลี่ยนจากแนวจิ้มๆ คลิกๆ มาเป็นแนว Side Scrolling + Action RPG แทนแค่นั้นเลย มันจึงทำให้ตัวเกมดูไม่ไม่ได้น่าว้าวอย่างที่คิด แต่ถ้าเล่นแบบไม่คิดอะไรมากเกมมันก็เล่นเพลินๆ เรื่อยๆ ดีนะ ภาพสวยน่ารักด้วย แนะนำว่าให้มาลองเล่นกันดูก่อนครับบางทีอาจจะถูกใจใครบางคนมากกว่าภาคอื่นๆ ก็เป็นได้ ส่วนถ้าพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบแบบไม่ชอบจริงๆ ก็คง “ระบบสเตมิน่า” ระบบที่เราเจอได้ในเกมมือถือ RO แทบทุกเกม ส่วนเหตุผลก็เพราะเกมนี้มันต้องฟาร์มหรือ Grinding นั่นล่ะครับ ทุกครั้งที่เราฆ่ามอนสเตมิน่าจะลดลงพอเหลือ 0 เวลาเราฆ่ามอนของจะไม่ดรอปไม่ได้ EXP แล้ว ข้อดีของระบบนี้คือมันทำให้ผู้เล่นไม่ทิ้งห่างกันเกินไปนัก แต่กับเกมที่มันต้องฟาร์มเยอะๆ เนี่ยมันกลับเป็นอะไรที่น่ารำคาญมากเลยล่ะฟาร์มได้แปปเดียวสเตมิน่าหมดล่ะ ส่วนถ้าอยากได้เยอะขึ้นก็ต้องเติมตังเท่านั้น มันจึงทำให้สายฟรีเสียเปรียบแบบเห็นได้ชัดเลยล่ะ ข้อดีของตัวเกม • ภาพสวยน่ารัก • ของรางวัลแจกค่อนข้างเยอะ • เนื้อเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ เหมาะสำหรับสายเสพเนื้อเรื่อง • เกมเพลย์นับว่าเล่นง่ายกว่าภาคอื่นๆ ที่มาจากแฟรนไชส์เดียวกัน ข้อเสียของตัวเกม • ระบบสเตมิน่าทำให้การเล่นค่อนข้างจำกัดและเกิดความต่างชั้นพอสมควรระหว่าง สายฟรี -...

Read more

สำหรับเกมที่เราจะมาพูดถึงวันนี้ก็คือ Tera Classic หนึ่งในผลงานเกมออนไลน์บนมือถือที่ได้เอาเกมออนไลน์ชื่อดังกลับมาทำใหมน่ะเองครับ แถมยังพึ่งเปิดให้บริการเซิร์ฟเวอร์ SEA ไปหมาดๆ เลยด้วย ทีนี้เราก็จะมาดูกันดีกว่าว่าเกมนี้น่ะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง? คุ้มค่าที่จะให้เข้าไปเล่นรึเปล่า? และมีความเหมือนหรือแตกต่างจากเวอร์ชั่นต้นตำหรับอย่างไรบ้าง มาดูกันเลย เกมนี้คือเกมอะไร? Tera Classic นั้นเป็นผลงานเกมออนไลน์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง Kakao Games ที่ได้มีการนำเอาเกมออนไลน์ชื่อดังจากสัญชาติเกาหลีอย่าง Tera Online มาทำการถ่ายทอดใหม่และเปลี่ยนมาลงให้กับบนเวอร์ชั่นมือถือสมาร์ทโฟนแทนครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงความคลาสสิคหลายๆ อย่างไว้คงเดิมและให้กลิ่นอายความเป็น Tera ไว้อย่างเต็มที่เลย โดยตัวเกม Tera Classic นี้ตามจริงแล้วก็ไม่ใช่เกมใหม่แต่อย่างใดเลย ตัวเกมได้เปิดให้บริการในเซิร์ฟเวอร์เกาหลีมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2019 แล้ว หลังจากรอคอยกันมากว่า 3 ปีในที่สุดทางตัวเกมดังกล่าวก็ได้มาเปิดให้บริการให้เกมเมอร์บ้านเราได้เล่นกันเสียทีในโซนเซิร์ฟเวอร์ SEA นั่นเองครับ เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจก็สามารถดาวน์โหลดตัวเกมมาเล่นกันได้แล้ววันนี้ทั้งบนระบบ IOS และ Android เลยครับผม  เอาล่ะทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าภายในเกมมีคอนเทนต์หรือมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ระบบเกมเพลย์เป็นยังไงบ้าง? ในส่วนของเกมเพลย์หรือรูปแบบการเล่นจะยังคงความคลาสสิคไว้ในแนว “เกมเก็บเลเวล” เช่นเคยนั่นล่ะ ซึ่งมาในสไตล์เกมแนว Open World ที่เราต้องคอยรับเควสจาก NPC แล้วออกไปทำภารกิจให้เสร็จเพื่ออัปเลเวลน่ะเอง รูปแบบหลักของเกมก็ยังคงเดิมไม่ต่างจากตัวต้นตำหรับนั่นล่ะครับ ส่วนที่ต่างไปก็คงเป็นการเปลี่ยนมาลงให้เวอร์ชั่นมือถือนี่ล่ะ เพราะด้วยการที่เราต้องเล่นบนสมาร์ทโฟนเป็นหลักตัวเกมเลยพยายามทำให้เกมง่ายขึ้น (ง่ายขึ้นมากๆ เลยด้วย) ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การเล่นที่เปลี่ยนมาเน้นการทำดาเมจเพรียวๆ ซัดกันตูมตามให้จบไป ต่างกันเวอร์ชั่นต้นตำหรับที่จะมีพวกเทคนิคต่างๆ อย่างการ บล็อค, แพรี่, หรือเคาน์เตอร์อะไรทั้งหลายด้วยตัวเกมในเวอร์ชั่นนี้จะตัดออกไปเกือบหมดเลยล่ะครับ หรืออีกอย่างคือการ “ทำเควสอัตโนมัติ” ที่เรากดไปบนเควสทีเดียวตัวละครเราก็จะทำทุกอย่างเลยตั้งแต่การ เดินไปหามอน, ตีมอน, ส่งเควส, เก็บของ ไปจนอื่นๆ อีกมากมาย คือทำให้หมดแทบทุกอย่าง จะมีที่เราต้องทำเองก็ต่อเมื่อเป็นเควสพิเศษอย่างซื้อของหรือพวกตีบวกไอเทมอะไรพวกนี้เป็นต้น แต่นอกนั้นคือทำให้หมดเลยล่ะครับ ซึ่งตรงนี้ใครเป็นสายขี้เกียจน่าจะถูกใจกันไปไม่มากก็น้อยล่ะนะ ตามที่บอกไปครับ “รูปแบบหลัก” ของตัวเกมยังคงเดิมคือการเก็บเลเวลและทำเควส แต่ในส่วนของ “สไตล์การเล่น” จะต่างกันมากในระดับนึงเลยล่ะ คลาสสายอาชีพและการสร้างตัวละคร มาว่ากันถึงในส่วนของ “คลาสสายอาชีพ” หรือตัวละครที่เราเอาไว้ใช้เล่นในเกมนี้กนับ้างครับ ซึ่งภายในเกมตอนเริ่มมาทีแรกจะมีคลาสให้เราเลือกทั้งหมด 5 อาชีพ ประกอบด้วย Gladiator - สายดาบคู่ มีจุดเด่นคือเรื่องความคล่องตัวและความรวดเร็ว Slayer - สายดาบใหญ๋ ตัวบวกประจำเกมที่ทั้งถึกและแรง Priest - นักบวช สายเวทเพียงหนึ่งเดียวทำได้ทั้งสนับสนุนและ DPS ในตัว Archer - สายธนู ทำดาเมจได้จากระยะไกลและมีความคล่องตัวสูงมาก Lancer - หอกโล่ สายแทงค์ยืนชนแนวหน้าให้กับเพื่อน ซึ่งทั้ง 5 อาชีพนี้เป็นคลาสพื้นฐานที่เราเจอได้ในตัวเกมเวอร์ชั่นต้นตำหรับนั่นล่ะครับ ถึงแม้จะใช้ชื่อคลาสเหมือนเดิมก็จริงแต่พวกสกิลต่างๆ นี่นับว่าแตกต่างพอสมควรเลยล่ะนะ ส่วนจะเล่นคลาสไหนอะไรยังไงกันดีเพื่อนๆ ก็คงต้องไปลองกันเองแล้วล่ะครับ เมื่อเราเลือกคลาสอาชีพที่เราจะเล่นได้แล้วทีนี้ตัวเกมก็จะให้เรามาทำการ “ปรับแต่งตัวละคร” กันต่อเลย แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าใครที่กำลังคาดหวังอะไรที่หวือหวาอลังการแบบเวอร์ชั่นตันตำหรับก็ขอให้ทิ้งมันไปได้เลยครับ เพราะการปรับแต่งตัวละครในเกมนี้เราจะทำได้ก็แค่การเลือก ใบหน้า, สีผิว, ทรงผม และ สีผม แค่นั้นเอง แถมยังมีการล็อคเพศตัวละครอีกต่างหาก ตรงนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากเพราะ Tera Online นั้นเป็นหนึ่งในเกมที่ได้ขึ้นชื่อเรื่องของความอิสระในการสร้างตัวละครเลยล่ะครับ ไม่ว่าจะการไม่ล็อคเพศตัวละคร, ระบบปรับแต่งใบหน้าละเอียดสุดๆ ในสมัยนั้น ไปจนถึงในส่วนของ “ระบบเผ่าพันธุ์” ก็ตามที ตัวเกมต้นตำหรับเราสามารถเล่นเป็นเผ่าน้องสัตว์ตัวน้อยๆ มาไล่ตีมอนได้ แต่กับในเกมนี้จะบังคับเป็นมนุษย์ทุกคลาสเลยแถมยังล็อคเพศอีกต่างหาก ใครที่เป็นสายแต่งตัวก็น่าจะมีผิดหวังกันบ้างล่ะนะ แล้วด้านคอนเทนต์ล่ะมีอะไรให้ทำบ้าง? พูดถึงหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ตัวเกมโดดเด่นจริงๆ ก็คงเป็นตัว “คอนเทนต์” นี่ล่ะครับ เพราะว่าภายในเกมจะมีอะไรให้เราทำเยอะมากทีเดียว คือมันเยอะซะจนว่าบางทีกว่าจะทำครบให้หมดทุกอย่างเนี่ยอาจต้องกินเวลาเกือบทั้งวันเลยล่ะนะ โดยคอนเทนต์ที่ว่าก็จะมีทั้งพวก ดันเจี้ยน, ล่าค่าหัว, เวิล์ดบอส, ออกล่ากิลด์, กิจกรรมกิลด์, อารีน่า PVP, หอคอย ไปจนถึงพวกคอนเทนต์รายวัน - รายสัปดาห์ รวมจนถึงในส่วนของอีเวนต์ที่กำลังจะเปิดเองก็ตามที คือมันเยอะจริงๆ ครับมันเยอะมากเลยล่ะ ดังนั้นใครที่มาเล่นแล้วแบบกลัวว่าจะไม่มีอะไรทำเล่นแปปๆ แล้วเคว้งไม่รู้ทำอะไรก็หายห่วงได้เลย นอกจากนี้พวกคอนเทนต์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการลงดันเจี้ยนหรือล่าบอสก็มีให้ทำด้วยนะเช่นการ การตีบวก, คราฟของ, Achivement, Hero Path, สัตว์เลี้ยง - สัตว์ขี่ เอยอะไรเอย ถึงแม้ว่าตัวเกมอาจจะน่าผิดหวังไปบ้างในส่วนของการปรับแต่งตัวละคร แต่อย่างน้อยก็ทดแทนมาด้วยเรื่องของเทนต์แบบจุกๆ แน่นๆ แทนแล้วล่ะครับ เทียบกับตัวเกมเวอร์ชั่นต้นตำหรับแล้วเป็นยังไงบ้าง? ถ้าให้นำเอา Tera Classic ไปเทียบกับ Tera Online แล้วนั้นส่วนตัวมันให้ความรู้สึกเหมือน “โดนดาวน์เกรด” มากกว่า เพราะอย่างที่ผมได้บอกไปในส่วนเกมเพลย์นั่นล่ะครับตัวเกมดั้งเดิมจะมีการใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยเล่นซึ่งมันทำให้เกมค่อนข้างลึก ต่างกับเวอร์ชั่นมือถือนี้ที่เน้นวัดกันเรื่องดาเมจเป็นหลักใส่สกิลตูมตามแลกกันใครตายก่อนก็แพ้ไปประมาณนั้น มันเลยทำให้ตัวเกมดูเหมือนโดนลดคุณภาพลงยังไงยังงั้นแล่ะ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าส่วนนึงเขาทำมาลงให้กับเวอร์ชั่นมือถือสมาร์ทโฟนจะให้เล่นยากๆ แบบ PC ก็คงไม่ได้หรอก ถ้าหากพูดถึงข้อดีก็ต้องเรื่อง “คอนเทนต์” ที่ระบุไปก่อนหน้านี้ละครับ คือมันมีให้ทำเยอะถึงเยอะมากจริงๆ ถ้าจะไล่ทำให้ครบทั้งหมดก็เหนื่อยเอาเรื่องเลยล่ะ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของพวกระบบต่างๆ ทำมาให้เล่นง่ายพอสมควรเลยล่ะนะ ซึ่งถ้าพูดถึงระบบที่ชอบมากๆ คงเป็น “อั่งเปา” เมื่อเราเข้ากิลด์สมาชิกภายในกิลด์สามารถแจกอั่งเปาให้คนอื่นในกิลด์ได้ แถมการแจกเนี่ยยังสามารถแจกเป็นเพชรฟ้าหรือเพชรเติมเงินได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครไปอยู่กิลเศรษฐีที่เขาแจกบ่อยๆ เราก็จะสบายไปกับเขาด้วยล่ะนะ ถ้าให้สรุปเลยมันก็เหมือนกับ “เกมมือถือทั่วไปที่เอา Tera เข้ามาใส่” เพราะระบบเป็นเหมือนเกมออนไลน์ทั่วไป แต่จะมีพวกตัวละคร, มอนสเตอร์, ไอเทม, สถานที่ จาก Tera มาใส่และเป็นองค์ประกอบประจำเกมไปแทน แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่นะเล่นได้อยู่แถมตัวเกมค่อนข้างลื่นไม่กินสเป็คเลยด้วย ท้ายนี่ก็ต้องอยู่กับเพื่อนๆ แล้วล่ะว่าจะเข้ามาเล่นเกมนี้กันหรือไม่ล่ะนะ ข้อดีของตัวเกม • เกมเพลย์ลื่นไหล เล่นง่าย ไม่กินสเป็คมือถือ • คอนเทนต์เยอะมากทำกันจนเหนื่อยไปข้าง • มีภาษาไทยรองรับ • ของรางวัลแจกค่อนข้างเยอะทำให้เล่นสบายมากในช่วงแรก ข้อเสียของตัวเกม • ปรับแต่งตัวละครได้น้อยมากขัดใจสายแต่งตัว • เกมเพลย์ดูซํ้าซากกับเกมมือถืออื่นๆ  • กราฟฟิคและระบบหลายๆ อย่างจัดว่าตกยุคไปนิด

Read more

หนึ่งในเกมมือถือตัวใหม่ที่พึ่งเปิดให้บริการกันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนกับเกม Path of Nowhere ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในเกมที่ได้รับความสนใจจากแฟนเกมไม่น้อยเลยล่ะครับ โดยในวันนี้ผมก็จะมารีวิวตัวเกมดังกล่าวและพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับเกมนี้กันมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจว่าจะเล่นดีหรือไม่ เกมนี้คือเกมอะไร? ตัวเกม Path of Nowhere นั้นเป็นเกมมือถือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง AISNO Games โดยตัวเกมนั้นก็จะมาในสไตล์ของเกมแนว Strategy RPG + Tower Defense ครับผม ซึ่งจะมีการใช้พล็อตเกี่ยวกับเรื่องของ “พลังพิเศษ” และ “เหล่านักโทษและอาชญากร” เข้ามาเป็นธีมหลักของเรื่อง ทางฝั่งของผู้เล่นจะได้เพลิดเพลินกับเนื้อหาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น เนื้อเรื่องสุดเข้มข้น, เกมเพลย์อันเป็นเอกลักษณ์, เหล่าตัวละครมากมายให้ได้สะสม ไปจนถึงในส่วนของคอนเทนต์ต่างๆ มากมายที่รอให้ได้เล่นอยู่ภายในเกมครับ สำหรับตัวเกม Path of Nowhere นั้นเคยเปิดให้เข้าไปทดสอบกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้บนสโตร์ต่างประเทศครับผม และล่าสุดนี้ทางตัวเกมดังกล่าวก็ได้เข้ามาเปิดให้บริการกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วบนเซิร์ฟเวอร์โกลบอล แถมยังมีกานำมาลงบนสโตร์ประเทศไทยให้แฟนเกมบ้านเราได้เล่นกันอีกด้วย เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจก็สามารถไปหาดาวน์โหลดมาเล่นกันได้ทั้ง IOS และ Android เลยครับ เอาล่ะทีนี้เรามาดูถึงเนื้อหาหรือสิ่งที่น่าสนใจจากเกมนี้กันบ้างดีกว่า เนื้อเรื่องเข้มข้นชวนติดตามสุดขีด เนื้อเรื่องภายในเกม Path of Nowhere จะว่าถึงเรื่องราวของโลกใบหนึ่งซึ่งถูกรุนรานโดยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดบางอย่างที่ถูกเรียกว่า Mania ซึ่งพวกมันได้เข้ากลืนกินเหล่ามนุษย์ที่ทั้งหลายพร้อมทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดการกลายพันธุ์รวมทั้งยังส่งผลให้คนเหล่านั้นเกิดภาวะคลุ้มคลั่งและสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหนแห่งน่ะเอง จนภายหลังกลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้ถูกการเรียกชื่อใหม่ว่าเหล่า Sinners หรือ “เหล่าคนบาป” น่ะเอง โดยตัวของเราหรือทางฝั่งของผู้เล่นนั้นจะได้รับบทเป็นหัวหน้าของ MBCC ผู้มีพลังพิเศษที่สามารถใช้ในการ “ควบคุม” เหล่า Sinners ได้ ซึ่งเราก็มีหน้าที่ในการนำเหล่านักโทษผู้มีพลังเศษทั้งหลายเหล่านั้นในออกไปทำการปกป้องเมืองจากภัยอันตรายต่างๆ และคอยใช้ต่อกรพร้อมหยุดยั้งเหล่า Mania ก่อนที่มันจะนำจุดจบมาสู่เมืองของเราน่ะเองครับ ในส่วนของเนื้อเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าเข้มข้นมากๆ ครับ ชนิดที่ว่าถ้าใครเป็นสายเสพเนื้อเรื่องก็อาจจะมีฟินตัวแตกตอนเล่นกันบ้างล่ะ แถมตัวละครของเรายังเลือกได้ด้วยว่าจะเป็นชายหรือหญิงยิ่งช่วยเพิ่มความอินกับเนื้อเรื่องเข้าไปอีกเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว เนื้อเรื่องเกมนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรตามจริงๆ ครับ ใครกด SKIP ข้ามรัวๆ นี่บอกเลยว่าคุณได้พลาดหนึ่งในสเน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของเกมนี้ไปแล้วล่ะนะ รูปแบบการเล่นที่ทั้งคุ้นเคยและก็แปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน ต่อมาเราจะมาว่ากันในส่วนของ “รูปแบบการเล่น” กันดีกว่าครับ ตามที่ผมได้แนะนำไปตอนต้นโน้นว่าตัวเกมจะมาในแนว เกมวางแผน Strategy ผสมความเป็น RPG รวมทั้งยังมีการนำเอาสไตล์การเล่นแบบ เกมป้องกันฐาน Tower Defense มาใช้อีกด้วย เอาจริงๆ ก็เป็นระบบที่แฟนเกมแนววางแผนส่วนใหญ่สมัยนี้น่าจะคุ้นเคยกันดีล่ะนะ ที่เมื่อเริ่มด่านมาเราต้องนำเอายูนิตในทีมของเราไปวางยังจุดต่างๆ เพื่อกันไม่ให้ศัตรูเข้าไปถึงด้านในสุดของฝ่ายเราได้ โดยเมื่อเรานำตัวละครในทีมเราลงไปวางแล้วพวกเขาก็จะโจมตีศัตรูที่เข้ามาหาอัตโนมัติครับและพอเกจพลังเต็มเราก็สามารถกดใช้งานท่าไม้ตายของแต่ละคนได้ ซึ่งถ้ามองเผินๆ จากภายนอกหลายคนคงคิดว่ามันก็เกมแนวเดิมๆ นั่นล่ะวางตัวกันฐานจบเป็นรอบไป แต่บอกเลยว่าถ้าได้เข้ามาลองเล่นแล้วจะรู้เลยว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิดกันหรอกนะ อย่างแรกคือ “ตัวละครสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้” ซึ่งตรงนี้เรียกว่าเป็นไฮไลท์เลยล่ะ เพราะเกมอื่นๆ พอวางปุปเราก็ต้องรอดูผลว่าจะแพ้หรือชนะ แต่กับเกมนี้ถ้าเกิดในสถานการณ์ไหนดูไม่ดีจริงๆ เราก็สามารถหยิบตัวนั้นๆ ไปวางตำแหน่งอื่นแทนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ จัดว่าเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้การเล่นมีความอิสระมากขึ้นแบบเห็นได้ชัดเลย แต่ต้องระวังไว้อย่างว่ามันจะมีจำนวนครั้งที่เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้อยุ่นะ ส่วนต่อมาคือเรื่องของ “สกิลท่าไม้ตาย” ภายในเกมนี้การใช้ท่าไม้ตายนั้นจะค่อนข้างทำได้อิสระพอตัวเลย หลายๆ ตัวเราสามารถกำหนดเส้นทางที่สกิลจะออกไปได้หรือถ้าเป็นสกิลเสริมต่างๆ เราก็สามารถเลือกตัวละครที่เราจะกดใช้ให้ได้ครับ ต่างจากหลายๆ เกมที่พอกดปุปสกิลก็ออกเลยทำให้เราควบคุมอะไรไม่ได้เท่าไหร่นั่นละนะ ตามที่ระบุไปตรงหัวข้อเลยครับว่าส่วนเกมเพลย์เนี่ยมันก็มีทั้งที่เราคุ้นเคยกันดีแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีความแปลกใหม่เฉพาะตัวอยู่ด้วยทำให้เล่นสนุกมากเลยล่ะ ยิ่งในด่านหลังๆ มันจะมีพวกช่องพิเศษที่มีทั้งบัฟและดีบัฟให้กับทีมเรา ส่งผลให้การเล่นจะลึกขึ้นไปอีกขั้นเลยล่ะนะ เหล่านักโทษพลังเหนือมนุษย์มากมายให้ได้ไล่สะสม ทางด้านตัวละครหรือเหล่า Sinners ที่เราจะได้มาครองไว้นั้นหลักๆ มีการแบ่งเกณฑ์ออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ 1.ระดับความหายาก B - S และ 2.คลาสสายอาชีพทั้ง 6 ครับ ซึ่งถ้าวัดจากเกณฑ์ทั้งสองอย่างนี้ตัวละครก็จะไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรมากนักถ้าจะวัดความต่างจริงๆ เราคงต้องไปวัดกันในส่วนของ ค่าสเตตัส, สกิล, ระดับดาว และ ระดับ Shackle แทนนั่นล่ะครับ ตามพื้นฐานของเกมมือถือสมัยนี้เลยตัวละครส่วนใหญ่จะได้จากการเปิดกาชา นั่นล่ะครับ ส่วนที่เหลือได้จากการเล่นเนื้อเรื่องหรือไม่ก็อีเวนต์อีกนิดหน่อยครับ เอาจริงๆ ก็ใช้ระบบพื้นฐานหรือการอัปเกรดอะไรพวกนี้แบบเกมอื่นนั่นล่ะครับแต่ถ้าจะพูดถึงจุดที่น่าสนใจก็คงเป็นตัวของ “เนื้อเรื่อง” เสียมากกว่า หนึ่งในจุดที่รู้สึกว่ามันน่าสนใจอย่างมากเลยก็คือ “เนื้อเรื่องภูมิหลังตัวละคร” นี่ล่ะ ตอนเราได้ตัวละครมาใหม่ตอนแรกเราก็จะมีแค่พวกข้อมูลพื้นฐานเช่น วันเดือนปีเกิด, ส่วนสูง, สถานที่เกิดอะไรทำนองนี้เป็นต้น แต่ยิ่งเราอัปเกรดตัวละครหรือพัฒนาไปเรื่อยๆ มันก็จะมีการปลดล็อคเนื้อหาอื่นเพิ่มเติมมาไม่ว่าจะเป็น ประวัติการก่ออาชญากรรม - ไปทำอะไรมาทำไมถึงโดนจับ, หลังจากถูกจับมาแล้วโดนโทษอะไรบ้าง ไปจนถึง ผลงานที่ทำได้ตั้งแต่มาร่วมงานกับเรา เอาจริงๆ แล้วเนื้อเรื่องพวกนี้มันไม่ได้มีผลอะไรต่อระบบการเล่นของเราหรอกครับ แต่ถ้าใครที่ชอบเสพเนื้อเรื่องหรือพวก Lore ต่างๆ ต้องบอกเลยว่าเกมนี้จัดเต็มทีเดียว แถมตัวละครยันค่อนข้างเยอะมีให้เสพให้ตามกันยาวๆ เลยด้วย ภาพสวยงามมากแถมดนตรียังลื่นหูเข้ากับบรรยากาศมากเลย สิ่งต่อมาที่อยากหยิบมาพูดถึงในเกมนี้ก็คือเรื่องของ “งานภาพ” และ “ดนตรีประกอบ” ครับ คือถ้าใครได้เข้ามาเล่นผมว่าก็ต้องคิดเหมือนกันหมดนั่นแล่ะว่าในเกมนี้ไม่ว่าจะงานภาพหรือเสียงคือเขามาแบบจัดเต็มมากเลยครับ อย่างแรกเลยคือ “งานภาพ” หรือตัวกราฟฟิคนั่นเอง ที่ภายในเกมนี้จะมีการทำออกมาค่อนข้างสวยงามทีเดียวไม่ว่าจะเป็น ฉาก 2D ที่ใช้ตอนโหลดหรือเป็นภาพประกอบการเล่าเรื่อง, ฉากและอนิเมชั่น 3D ระหว่างการเล่น, การดีไซน์ตัวละคร จนถึงส่วนอื่นๆ เองก็ตามที คือเรื่องคุณภาพนี่สามารถเทียบเท่าเกมยักษ์ใหญ่ชื่อดังบางเกมได้เลยล่ะนะ ส่วนต่อมาก็คือ “ดนตรีประกอบ” หรือ BGM ที่ใครเวลาเล่นแล้วปิดเสียงบอกเลยว่าพลาดมากครับอารมณ์เดียวกับคนที่กด Skip ข้ามเนื้อเรื่องนั่นล่ะ เพราะเพลงประกอบเกมนี้ทำมาเข้ากับธีมเกมมากๆ แถมยังฟังสบายหูมากทีเดียว แนะนำเลยครับระหว่างเล่นลองเปิดเสียงดูการันตีความคุ้มค่าเลยล่ะ สรุปแล้วเกมเป็นยังไงบ้าง ส่วนตัวมองว่า Path of Nowhere เป็นอีกเกมที่ “สนุก” ด้วยว่าถึงแม้ตัวเกมจะเป็นแนววางแผน+เกมแนวกันฐาน แต่มันก็ไม่ได้เล่นยากเหมือนเกมเหล่านั้นซะทีเดียว ส่วนนึงก็เพราะ “ระบบเปลี่ยนตำแหน่งยืนตัวละคร” นั่นละครับ มันเลยทำให้เกมมันดูเล่นง่ายขึ้นมากทีเดียวทำให้เล่นได้แม้คุณจะไม่ใช่คนเล่นเกมแนวนี้เก่งก็ตามทีน่ะเอง  แต่ถ้าพูดถึงจุดที่ชอบแบบชอบมากจากเกมนี้ก็คง “เนื้อเรื่อง” ครับ คือแค่ตอนเริ่มเรื่องมากเนื้อเรื่องก็เข้มพอแล้วล่ะชนิดที่ว่าไม่กล้ากด Skip เพราะกลัวจะพลาดเนื้อหาสำคัญไป นี่แค่ช่วงต้นเกมยังขนาดนี้ยังนึกไม่ออกเลยว่าเล่นไปไกลๆ มันจะขนาดไหนกันนะ แถมยังมีเนื้อเรื่องภูมิหลังตัวละครให้ได้ตามกันอีกบอกเลยว่าเพลินครับ ข้อดีของตัวเกม • เกมเพลย์ทำมาเล่นง่ายกว่าแนวเดียวกันหลายๆ เกม • ตัวละครออกแบบมาดีสุดๆ เลยล่ะ • งานภาพสวยเพลงประกอบเพราะ • เนื้อเรื่องเข้มข้นมากๆ เหมาะสำหรับสายเสพเนื้อเรื่องทั้งหลาย ข้อเสียของตัวเกม • ยังมีบัคยิบย่อยให้เห็นค่อนข้างเยอะ • ไม่มีภาษาไทย อาจทำให้คนไม่เก่งภาษาเล่นลำบากสักนิด

Read more

อีกหนึ่งเกมแนวซูปเปอร์ฮีโร่ที่พึ่งเปิดให้บริการกันไปหมาดๆ เลยกับ Marvel Snap เพียงแต่เปลี่ยนจากแนวแจกหมัดมาเป็นแนว “เกมการ์ด” แทนน่ะเองครับ โดยวันนี้ผมก็จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับเกมนี้กันมากขึ้นและดูกันซิว่ามีอะไรที่น่าสนใจหรือน่าเข้าไปเล่นกันบ้างน่ะเอง เกมนี้คือเกมอะไร? สำหรับตัวเกม Marvel Snap นี้เป็นผลงานที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง Second Dinner Studios และจัดจำหน่ายโดย Nuverse กับการนำเอาธีมเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่แล้ววายร้ายจากค่ายดังอย่าง Marvel มาถ่ายทอดในรูปแบบวีดีโอเกมน่ะเองครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากแนวเดินบู๊แจกหมัดจัดหนักที่เราคุ้นตาให้กลายมาเป็นแนว Card Collectible Game (CCG) หรือ “การ์ดเกม” แทนน่ะเองครับผม ซึ่งถึงแม้ตัวเกมดังกล่าวจะถูกระบุไว้ว่าเป็นแนวการ์ดเกมแต่รูปแบบการเล่นด้านในนั้นกลับต่างจากเกมอื่นๆ มากทีเดียว ตัวเกมจะมีรูปแบบการเล่นเฉพาะตัวซึ่งค่อนข้างโดดเด่นพอสมควร แถมการเล่นในแต่ละรอบยังใช้เวลาเพียงนิดเดียวไม่กินเวลาเหมือนเกมการ์ดอื่นเองด้วย หากใครที่เป็นแฟนซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายและยังเป็นผู้ชื่อชอบในเกมการ์ดต่างๆ นี่คือเกมที่คุณไม่ควรพลาดเด็ดขาดเลยครับ โดยปัจจุบันนั้น Marvel Snap ก็ได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งจะมีการลงให้กับเวอร์ชั่นมือถือสมาร์ทโฟนทั้ง IOS และ Android รวมทั้งยังสามารถเล่นบนคอม PC ผ่านทางหน้าร้านค้า Steam ได้อีกต่างหาก เพื่อนๆ คนไหนสนใจก็สามารถไปหาดาวน์โหลดมาเล่นกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ รูปแบบการเล่นอันแตกต่างและโดดเด่น จุดเด่นที่ทำให้ตัวเกม Marvel Snap ได้รับความสนใจนั้นก็อยู่ตรงรูปแบบการเล่นนั่นล่ะครับที่จากเดิมในเกมการ์ดอื่นๆ เราจะเล่นอยู่บนเพียงกระดานเดียว แต่กับในเกมนี้เราจะต้องเล่นพร้อมกันทีเดียวถึง 3 กระดานเลย แถมเงื่อนไขการชนะก็เปลี่ยนจากการทำลายค่าพลังชีวิตฝ่ายตรงข้ามให้หมดกลายมาเป็น “ค่าพลังโจมตีรวมสูงกว่าอีกฝ่าย” และ “ยึดกระดานได้มากกว่า” ถ้าเงื่อนไขทั้งสองอย่างนี้ครบจนหมดเวลาก็จะเป็นฝ่ายชนะไปครับ เมื่อเริ่มเกมผู้เล่นแต่ละฝ่ายต้องเลือกการ์ดบนมือเพื่อวางลงไปบนกระดานซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะลงบนกระดานไหน โดยการ์ดแต่ละใบนั้นจะมีค่ากำกับไว้ 2 อย่างด้วยกันคือ 1.ค่าพลังงานในการอัญเชิญ และ 2.ค่าพลังโจมตี (การ์ดบางใบมีเอฟเฟกต์พิเศษติดมาด้วย) ในแต่ละเทิร์นนั้นผู้เล่นเลือกลงการ์ดกี่ใบก็ได้ตราบเท่าที่ค่าพลังงานพอแต่จะสามารถลงได้สูงสุดเพียง 4 ใบต่อหนึ่งกระดานเท่านั้น ในการเล่นแต่ละรอบจะดำเนินไปเพียง 6 เทิร์นเท่านั้นเมื่อจบเทิร์นสุดท้ายฝ่ายไหนที่มีค่าพลังโจมตีรวมสูงกว่าก็เป็นผู้ชนะในกระดานนั้นไป และใครที่สามารถยึดได้ตั้งแต่ 2 กระดานขึ้นไปก็เป็นฝ่ายชนะเกมไปครับ  ความน่าสนใจอีกอย่างนั้นอยู่ตรง “ตัวกระดาน” เอง แต่ละกระดานนั้นจะมีเอฟเฟกต์พิเศษกำกับไว้อยู่ซึ่งจะมีการเผยเอฟเฟกต์ออกมาหนึ่งกระดานทันทีตอนเริ่มเกมและอีกสองกระดานเผยตามมาในเทิร์นที่ 2 และ 3 มันเลยกลายเป็นว่าเราไม่สามารถคำนวนจากการ์ดบนมือเราอย่างเดียวได้ แต่ต้องคอยคำนึงถึงเอฟเฟกต์บนกระดานเองเพื่อทำให้เกิดความได้เปรียบตามมาด้วยเช่นกันครับ หลักๆ เลยมันก็คือการทำแต้มสูงสุดนั่นล่ะ เราไม่ต้องมากังวลว่าการ์ดเราจะถูกทำลายหรือโดนโจมตีเข้าพลังชีวิตเหมือนเกมอื่น แค่ต้องกังวลว่าจะคอมโบยังไงให้ได้แต้มสูงๆ เท่านั้นก็พอ แถมแต่ละรอบยังเล่นกันแค่ 6 เทิร์นด้วยเรียกว่าใช้เวลาการเล่นแปปเดียวเองต่างกับเกมการ์ดอื่นๆ ที่กว่าจะจบแต่ละรอบนี่นอนรอได้เลยนะ การ์ดฮีโร่และวายร้ายมากมายให้สะสม สำหรับการ์ดที่เราจะได้สะสมภายในเกมนี้ก็จะมาในลักษณะของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่และวายร้ายจากค่าย Marvel นั่นเอง ซึ่งมีตัวละครคุ้นหน้าคุ้นตากันเต็มไปหมดทั้ง ไอรอนแมน, สไปเดอร์แมน, กัปตันอเมริกา, ด็อกเตอร์ดูม และตัวละครอื่นๆ ที่ขนกันมาอีกเพียบ ขนาดตัวละครบางตัวที่โผล่มาแปปเดียวแทบจะกลายเป็นตัวประกอบอยู่แล้วก็ยังมีแวะมาให้เราเห็นเลยล่ะ ซึ่งก็ตามที่ระบุไปตอนต้นตรงส่วนเกมเพลย์ครับการ์ดแต่ละใบนั้นจะค่าระบุไว้ 2 อย่างคือ 1.ค่าพลังงานในการอัญเชิญ และ 2.ค่าพลังโจมตี แต่ในขณะเดียวกันการ์ดบางใบจะมีความพิเศษกว่าคือ “เอฟเฟกต์พิเศษ” ติดมา ซึ่งบางตัวก็มีเอฟเฟกต์ที่พลิกเกมมาให้เราชนะเมื่อเอาลงสนามเลยก็มีด้วยเช่นกันนะ  นอกจากนี้การ์ดแต่ละใบยังมี “ระดับ” ของการ์ดกำกับไว้อยู่ โดยเริ่มจากระดับ คอมมอน-ทั่วไป ซึ่งเราสามารถอัปเกรดการ์ดขึ้นไปได้เรื่อยๆ ครับ ในส่วนของระดับการ์ดไม่มีผลต่อแต้มของการ์ดแต่อย่างใดสิ่งที่แตกต่างก็จะมีเพียง “รูปร่าของการ์ด” อย่างเช่นตอนคอมมอนจะเป็นการ์ดธรรมดา พอกลายเป็นอันคอมมอนตัวละครในการ์ดก็แหวกทะลุกรอบออกมาได้ หรืออย่างพอเป็นแรร์การ์ดใบนั้นๆ จะมาในลักษณะ 3D เป็นต้น พอได้การ์ดมาแล้วเราก็ต้องจัด “เด็ค” ของเราต่อที่เราสามารถใส่การ์ดเข้าไปสูงสุด 12 ใบแถมจะใส่การ์ดอะไรเข้าไปก็ได้ไม่มีเงื่อนไขอะไรให้วุ่นวายเลยครับ  ในส่วนของการ์ดนี้หลักๆ ก็คือการมองหาการ์ดใหม่เป็นหลักครับ เพราะอย่างที่บอกอัปเกรดไปมันก็ไม่มีผลอะไรเลย ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้ได้อะไรดีๆ มาใช้ก็คือการหาการ์ดนั่นล่ะ ซึ่งเราสามารถหาในเกมได้จากการทำพวกเควสหรือแบทเทิลพาสส่วนนึงกับอีกส่วนคือการเติมเงินซื้อนั่นละนะ กราฟฟิคสวยงามมาก นอกเหนือจากเกมเพลย์อันเป็นเอกลักษณ์แล้วอีกหนึ่งสิ่งที่อยากพูดถึงอย่างมากจากเกมนี้เลยก็คือ “กราฟฟิค” ครับ ที่ตัวเกมทำงานภาพออกมาได้สวยงามมากทีเดียว ไม่ว่าจะทั้งด้านตัวการ์ดหรือแม้แต่เอฟเฟกต์ต่างๆ ก็ตามที ในส่วนของการ์ดก็ตามที่ระบุไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ครับ เราเลยจะมาว่าในถึงส่วนของ “เอฟเฟกต์” แทน โดยการ์ดบางใบเมื่อเราเอาไปลงสนามมันจะมีเอฟเฟกต์พิเศษแสดงขึ้นมาด้วยยกตัวอย่างเช่นการ์ดของ Hulk ที่เวลาเอาลงสนามจะมีเอฟเฟกต์ของ Hulk Smash โผล่มาด้วยซึ่งจะเป็นคลื่นกระจายไปทั้งกระดานและทำให้การ์ดทุกใบกระเด้งขึ้นทีนึง ซึ่งมันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อเกมหรอกครับแต่เรื่องความเท่นี่กินขาดอย่าบอกใครเลยล่ะ คิดเห็นยังไงกับตัวเกม ถ้าถามว่าคิดยังไงกับ Marvel Snap คงบอกได้ว่า “แปลกดีครับ” เพราะเนื่องจากตัวเกมมาในลักษณะของการ์ดเกมก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นระบบเกมเพลย์กลับแตกต่างกันไปคนละเรื่องมันเลยทำให้ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่และทำให้รู้สึกแปลกๆ ประมาณหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นความรู้สึกแปลกไปในทางที่ดีนั่นล่ะนะ แถมตัวเกมก็ยังเล่นง่ายไม่วุ่นวายซับซ้อนต้องมานั่งจำวิธีเล่นเหมือนการ์ดเกมหลายๆ เกมเลยด้วยล่ะนะ ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบก็คงเป็น “ตัวการ์ด” นั่นละครับ คือการหาการ์ดใหม่ๆ มันค่อนข้างจำกัดอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายฟรีที่จะได้ก็ต่อเมื่อทำเควสไม่ก็แบทเทิลพาสเท่านั้น ต่างจากสายเปย์ถ้ามีเงินก็สามารถเติมเอาแพ็กการ์ดใหม่ๆ แปลกๆ มาใช้กันได้เกลื่อนกลาดเลยล่ะ เรียกว่ามันมีความต่างชั้นกันอยู่บ้างระหว่างสายฟรีและสายเปย์ล่ะนะ แต่ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนของแต่ละคนนั่นล่ะนะ ข้อดีของตัวเกม • เกมเพลย์เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนเหมือนการ์ดเกมอื่นๆ • จบใน 6 เทิร์น ใช้เวลาไม่นานในการเล่นและฆ่าเวลาได้ดี • กราฟฟิคสวยงามดูสบายตา • มีภาษาไทยรองรับต่อให้ไม่เก่งภาษาก็เข้าใจได้ ข้อเสียของตัวเกม • คอนเทนต์ในเกมจัดว่าน้อยมาก • การ์ดแปลกๆ ดีๆ ต้องเติมตังจึงจะหามาใช้ได้

Read more

จัดเป็นหนึ่งในเกมที่มีแฟนคลับรอการเปิดให้บริการกันไม่น้อยเลยทีเดียวกับ Undecember ซึ่งล่าสุดทางตัวเกมก็ได้เปิดให้เหล่าแฟนเกมได้เล่นกันเสียที โดยในวันนี้ผมก็จะมาพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับตัวเกมดังกล่าวกันมากขึ้น และจะพาไปดูว่าเพราะอะไรกันทำไมหลายๆ คนถึงรอคอยเกมนี้กันนักหนาล่ะนะ เกมนี้คือเกมอะไร? ตัวเกม Undecember นั้นเป็นผลงานวิดีโอเกมซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Needs Game สตูดิโอทีมผู้พัฒนาจากประเทศเกาหลีน่ะเองครับ ซึ่งตัวเกมนั้นก็จะมาในสไตล์ของเกมแนว MMORPG รูปแบบการเล่น Hack&Slash ในธีมโลกแฟนตาซียุคมืดครับผม โดยตัวเกมได้ก็มีการชูจุดเด่นอย่าง “ระบบสกิล” ที่ภายในเกมนี้จะไม่มีระบบคลาสอาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องและผู้เล่นจะสามารถมิกซ์แอนด์แมตซ์สกิลได้หลากหลายและสร้างสไตล์การเล่นขึ้นมาใหม่ได้น่ะเองครับ ล่าสุดนี้ทางตัวเกมดังกล่าวก็ได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากปล่อยตัวเวอร์ชันทดลองหรือ Demo ออกมาให้ลองกันกว่าหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เลยน่ะเองครับ เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาเล่นบนเวอร์ชันสมาร์ตโฟนได้ทั้ง IOS และ Android รวมถึงฝั่ง PC ก็ดาวน์โหลดได้ผ่านทางหน้าร้านค้า Steam เลยครับผม แถมที่สำคัญตัวเกมยังมาในรูปแบบของ Free to Play พร้อมรองรับการเล่นแบบข้ามแพลตฟอร์มอีกด้วย  เอาล่ะทีนี้เรามาดูถึงระบบเด่นๆ ที่น่าสนใจภายในเกมนี้กันดีกว่าครับ รูปแบบการเล่นของตัวเกมเป็นยังไง? ตามที่ได้ระบุไปก่อนหน้านี้เลยครับว่าตัวเกม Undecember นี้จะมาในสไตล์เกมแนว Hack&Slash ที่จะให้เราออกไปฟาดฟันเหล่ามอนสเตอร์ต่างๆ แบบดุเดือดเลือดพล่านพร้อมการเล่นผ่านมุมมองจากด้านบนลงมา ทำให้ด้านเกมเพลย์นั้นก็จะคล้ายกับเกมดังอย่าง Diablo, Path of Exile หรือ Lost Ark นั่นเองครับผม ส่วนรูปแบบการเล่นนั้นตัวเกมจะเน้นการโฟกัสที่แบบ Single Player เป็นหลักครับ โดยเราจะมีเควสเนื้อเรื่องกำหนดมาให้แล้วเราต้องนั่งไล่เคลียร์ไปทีละด่านๆ จนหมดบทแล้วค่อยไปต่อกันใน Chapter ต่อไปอีกทีนึง ซึ่งตรงนี้เราจะพบกับผู้เล่นคนอื่นได้เฉพาะในเมืองเท่านั้นส่วนการเล่นด้วยกันนั้นทำได้ก็ต่อเมื่อลงคอนเทนต์อย่างพวก Raid ต่างๆ ซึ่งกว่าจะปลดล็อตก็อีกยาวไกลเลยล่ะครับ ตรงนี้ถ้าใครชอบแบบเล่นตามเนื้อเรื่องตามเควสไม่สุงสิงกับใครก็อาจจะชอบพอตัวเลยล่ะ แต่ถ้าเกิดใครที่วางแผนมาเล่นกับเพื่อนตะลุยด่านไปด้วยกันอาจต้องผิดหวังสักหน่อยเพราะกว่าได้เจอกันก็เล่นจนลืมโลกไปเลยล่ะ ระบบการสร้างบิลด์สกิลอันสุดแสนอิสระ ถ้าพูดถึงจุดเด่นหรือไฮไลท์ที่ทำให้ Undecember กลายเป็นที่สนใจของเหล่าแฟนเกมก็คงหนีไม่พ้น “ระบบสกิล” นั่นล่ะครับ ที่ภายในเกมนี้ตัวละครของเราจะไม่มีระบบคลาสอาชีพแต่อย่างใดและสกิลทั้งหมดภายในเกมนี้เราสามารถหามาใช้ได้ แต่จะมีเงื่อนไขเล็กน้อยคือความแตกต่างของเรื่องอาวุธแทนนั่นเองครับ ในส่วนของสกิลนั้นภายในเกมนี้มาในลักษณะของ “หินรูน” ที่เราสามารถเอาเข้าไปใส่ในตารางเพื่อเปิดใช้งานได้ โดยหินรูนนี้จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ “สกิลใช้งาน” และ “เอฟเฟกต์พิเศษ” ตามชื่อเลยครับแบบแรกคือสกิลกดใช้งานซึ่งมีทั้ง สกิลโจมตี, สกิลบัฟ, สกิลซัมมอน หรือสกิลอื่นๆ ก็ตามที ส่วนแบบที่สองนั้นก็คือเอฟเฟกต์เสริมที่จะช่วยเพิ่มความสามารถให้สกินนั้นๆ เช่น เพิ่มโปรเจ็คไทล์จาก 1 นัดให้กลายเป็น 2 - 4 นัด, เปลี่ยนธาตุสกิล, เพิ่มบัฟโน้นนี้นั้นเต็มไปหมด คือมีให้เลือกใส่ได้เต็มไปหมดเลยล่ะครับ แต่ก็ใช่ว่าเราสามารถทำการเสริมเอฟเฟกต์ให้กับสกิลเราได้ทุกอันนะ เนื่องจากหินรูนสกิลใช้งานนี้บริเวณขอบหินจะมี “แถบลิงค์สี” กำกับไว้อยู่โดยแบ่งออกเป็น 3 สีคือ แดง, เขียว และ ฟ้า ซึ่งเราจำเป็นต้องมีแถบลิงค์สีตรงกับหินรูนก้อนนั้นๆ ก่อนแล้วนำมาวางติดกันเอฟเฟกต์จึงจะทำงานน่ะเอง  แน่นอนว่าแถบลิงค์สีพวกนี้เราสามารถเพิ่มได้ผ่านการเอนชานท์รวมถึงการเปลี่ยนตำแหน่งหรือสีเองด้วย มันเลยกลายเป็นว่าในช่วงแรกเราอาจเสริมเอฟเฟกต์ได้เพียง 1 - 2 อันเท่านั้น ส่วนถ้าอยากเพิ่มให้มากขึ้นเราก็ต้องไปฟาร์มหาของมาทำการเสริมหินน่ะเองครับ จัดว่าเป็นหนึ่งในระบบเด่นประจำเกมทีเดียวและก็เป็นลูกเล่นหลักที่ทำให้เกมดูน่าสนใจอย่างมาก แถมด้วยความมีอิสระตรงนี้มันเลยทำให้เราสามารถผสมบิลด์สกิลโน้นสกิลนี้ได้อย่างไม่จำกัดเลยครับ โซดิแอค - แผนผังอัปความสามารถสุดอลังการ อีกหนึ่งระบบที่ค่อนข้างโดดเด่นไม่แพ้กับในส่วนของตารางสกิลเลยก็คือ โซดิแอค (Zodiac) ระบบแผนผังหมู่ดาวที่เปิดให้เราอัปได้โดยจะเปรียบเสมือนในส่วนของ “การเพิ่มค่าสเตตัส” หลักประจำเกมนี้น่ะเองครับ แถมตัวแผนผังยังค่อนข้างกว้างมีรายละเอียดเยอะมากเลยด้วย ทุกครั้งที่เราอัปเลเวลเราก็จะได้ส่วนของ “แต้มค่าสถานะ” ซึ่งเราสามารถเอาแต้มดังกล่าวไปใช้อัปค่าสถานะหลักได้โดยจะแยกย่อยออกเป็นอีก 3 ทางเลือกด้วยกันคือ พละกำลัง - เพิ่มค่าพลังชีวิตและพลังป้องกัน, ว่องไว - เพิ่มค่าแม่นยำและการหลบหลีก, ไหวพริบ - เพิ่มค่ามานาและเกราะ แน่นอนว่าค่าสถานะทั้งสามนี้ก็จะส่งผลต่อดาเมจของอาวุธรวมถึงสกิลของเราด้วย อย่างถ้าเล่นสายโจมตีใกล้ก็ต้องลงพละกำลังเป็นหลัก หรืออย่างสายเวทก็ลงไหวพริบเป็นหลักประมาณนี้เป็นต้นครับ  นอกจากนี้หลังจากตัวละครเราขึ้นเลเวล 10 ปุปเราก็จะได้สิ่งที่เรียกว่า “แต้มคุณสมบัติ” เพิ่มตามมาด้วยทุกครั้งที่เลเวลอัป เพียงแต่เปลี่ยนจากเรื่องของค่าสเตตัสมาเป็นออปชั่นเสริมแทนครับเช่น เพิ่มพลังชีวิตเป็น %, เพิ่มดาเมจที่ทำได้จากคาถา, เพิ่มค่าพลังโจมตีซัมม่อน, เพิ่มความรุนแรงหน้าไม้ อะไรทำนองนี้เป็นต้นซึ่งจะมีการแบ่งแยกไปตามสายค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว ซึ่งระบบค่าสถานะและคุณสมบัตินี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งส่วนที่กำหนดว่าตัวละครของเราจะรุ่งหรือร่วงน่ะเอง แถมยังค่อนข้างเกี่ยวข้องกับเรื่องของสกิลพอสมควรเลยด้วย เกมนี้ Pay to win หนักไหม? หนึ่งในคำถามที่เพื่อนๆ หลายคนมักถามกันเป็นประจำเมื่อเจอเกม Free to Play แนว RPG เปิดให้บริการกันนั่นก็คือ “เกมนี้ pay to win หนักไหม?” ซึ่งจากเท่าที่ไปเล่นมาอยู่ช่วงหนึ่งก็ต้องบอกเลยว่าสายฟรีกับสายเติมแทบไม่ต่างกันเลยครับ  เนื่องจากของแคชต่างๆ ภายในเกมนี้จะมาในสไตล์ “สิ่งอำนวยความสะดวก” เสียมากกว่าเช่น เพิ่มช่องเก็บของ, คราฟของได้ทีหลายช่อง, สัตว์เลี้ยงช่วยเก็บของ, ชุดแฟชั่น อะไรทำนองนี้เป็นต้น ส่วนพวกไอเทมที่เพิ่มสเตตัสโหดๆ หรือซื้อมาแล้วเทพปุปจะไม่มีขายให้เห็นเลยครับมีอย่างมากก็พวกหินเอามารีสีช่องสกิลอะไรแค่นั้นซึ่งไม่ต้องเติมเราก็หาในเกมได้นั่นล่ะ โดยรวมมันเลยให้ความรู้สึกว่าเป็นเกมแนว P2C (Pay to Comfort) - จ่ายเพื่อสบาย มากกว่าการที่จะเป็นเกม P2W (Pay to Win) - จ่ายเพื่อชนะ มากกว่าน่ะเอง ดังนั้นใครกังวลว่าเฮ้ยไม่เติมจะสู้ไม่ได้ก็หายห่วงได้เพียงแต่อาจเหนื่อยหน่อยเช่นการกลับเมืองมาขายของบ่อยๆ หรือต้องคอยวิ่งเก็บของด้วยตัวเองเป็นต้น คิดเห็นยังไงกับตัวเกมบ้าง ส่วนตัวถ้าถามว่าคิดยังไงกับตัวเกมคงบอกได้ว่า “เกมสนุกดีครับ” ซึ่งสิ่งที่ต้องยกให้เป็นจุดเด่นเลยคือเรื่องของสกิลที่อธิบายไปนั่นล่ะครับ มันทำให้เราสามารถเล่นสายแปลกๆ หรือบิลด์สายโน้นสายนี้ตามใจชอบได้ ไม่เหมือนกับหลายๆ เกมที่ถ้าเล่นคลาสนั้นแล้วก็ต้องเล่นไปตลอดเลยแถมยังค่อนข้างปิดกั้นหรือบังคับสไตล์เล่นพอสมควรด้วยล่ะนะ ไม่เพียงเท่านั้นภายในเกมนี้ถ้าเกิดเล่นไปแล้วอยากเปลี่ยนสายเราก็สามารถรีค่าสถานะหรือคุณสมบัติได้อีกต่างหากแถมยังใช้แค่เงินในเกมอีกต่างหาก เป็นอีกเกมที่ค่อนข้างแนะนำเลยล่ะครับ ส่วนถ้าพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบคงเป็น “ช่องเก็บของน้อยเกินไป” อันนี้คือเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ ครับ เพราะช่องเก็บของเราจะมีแค่ 100 ช่องถ้าไม่ได้เติมเพิ่มแล้วร้อยช่องที่ว่าเนี่ยคือนับรวมทุกอย่างทั้ง ไอเทมสวมใส่, ยา, วัตถุดิบ, กล่องสมบัติ ขนาดพวก หินรูนสกิลที่เราไม่ได้ยัดเข้าแผงสกิลยังนับเป็นไอเทมในช่องเก็บของเลยด้วย มันจึงทำให้ค่อนข้างลำบากฟาร์มแปปๆ ก็ต้องกลับเมืองมาย่อยมาขายทิ้งล่ะแถมถ้าคิดจะเติมเพื่อขยายช่องราคาไอเทมก็แพงขูดเลือดขูดเนื้อมากทีเดียวเลยล่ะนะ ข้อดีของตัวเกม • เกมเพลย์เล่นสนุกลื่นไหลมาก • จัดสกิลได้หลากหลายมิกซ์แอนด์แมตซ์ได้มากมายแล้วแต่จะคิด • กราฟิกสวยงามดูสบายตา • ไม่มี Pay to win ให้เห็นชัดนัก สายฟรีและสายเติมแตกต่างกันไม่มาก ข้อเสียของตัวเกม • ช่องเก็บของเต็มไวมาก ลำบากต้องมาย่อยของบ่อยไม่ก็ต้องเติมซื้อขยายช่อง • ของ Cash Shop ราคาแพงนรกมาก (คนด่ากันเยอะเพราะเหตุผลนี้เป็นหลักเลย) 

Read more

จัดว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่กลายเป็นกระแสอยู่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ครับสำหรับ My Hotpot Story หรือ “ร้านหม้อไฟแห่งความสุข” โดยในวันนี้ผมก็จะมาแนะนำตัวเกมดังกล่าวให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันมากขึ้นเผื่อใครหลายคนว่ายังไม่รู้ว่าตัวเกมเป็นยังไง แล้วจะได้รู้กันว่าทำไมเพื่อนเราหลายๆ คนถึงหายไปในร้านหม้อไฟแห่งนี้น่ะเองครับ เกมหม้อไฟนี้คือเกมอะไร? สำหรับตัวเกม My Hotpot Story หรือในชื่อไทย “ร้านหม้อไฟแห่งความสุข” นั้นจะเป็นเกมมือถือที่มาในสไตล์เกม Simulation หรือแนวจำลองสถานการณ์ที่ภายในเกมนี้เราจะต้องรับบทเป็น “เจ้าของร้านหม้อไฟ” พร้อมมาบริหารร้านเริ่มตั้งแต่ 0 แล้วต่อยอดไปเรื่อยๆ ให้ร้านเติบโตขึ้นน่ะเอง ตัวเกมร้านหม้อไฟนี้ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในเกมแนวเบาสมองใช้สำหรับการฆ่าเวลาที่ดีพอสมควรเลย แต่เมื่อได้เข้ามาลองเล่นแล้วจะพบว่าจากเกมฆ่าเวลามันจะกลายเป็นเกมที่สูบเวลาเราไปแทนเนี่ยสิและไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในช่วงไม่กี่วันมานี้ตัวเกมดังกล่าวถึงได้กลายเป็นที่ถูกพูดถึงกันนักน่ะเองครับ ซึ่งปัจจุบันตัวเกมก็ได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยทั้ง IOS และ Android เลย แถมยังเป็นเกมฟรีอีกต่างหากเพื่อนๆ คนไหนสนใจก็ลองดาวน์โหลดมาเล่นกันได้นะ เอาล่ะทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าทำไมหลายๆ คนจึงติดเกมนี้กันงอมแงมเลยน่ะเองครับ รูปแบบการเล่นของตัวเกมเป็นยังไง? ตัวเกม My Hotpot Story นี้จะมาในสไตล์คล้ายกับแนว Idle Games ที่เราแค่ต้องทำการกดใช้งานหรือออกคำสั่งตัวเกมจะจัดการให้อัตโนมัติและก็แค่รอเวลาเท่านั้น ส่วนวิธีการควบคุมในเกมเราก็สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยเพียงนิ้วเดียวครับ เพราะสิ่งที่เราต้องทำในเกมนี้จะมีแต่การจิ้มไปลงหน้าจอแค่นั้นเอง เมื่อเริ่มเกมมาตอนแรกตัวเกมจะมีการสอนระบบพื้นฐานคร่าวๆ ก่อนเราถึงเปิดร้านได้ครับ ซึ่งเมื่อร้านเราเปิดแล้วก็จะมี “ลูกค้า” ที่เป็น NPC ทะยอยเดินเข้ามานั่งในร้านของเรา ตรงนี้สิ่งที่เราต้องทำคือการ “บริการลูกค้า” น่ะเองครับเริ่มตั้งแต่ การรับออเดอร์, การยกอาหารมาส่ง, การคิดเงิน ไปจนถึงในส่วนของ การทำความสะอาด ก็ตามที ซึ่งเมื่อเสร็จสรรพปุปเราก็จะได้เงินมาจากลูกค้าเหล่านั้นและเอาไปต่อยอดร้านของเราได้ต่อครับผม ยิ่งเราเล่นไปไกลเท่าไหร่ตัวเกมก็จะเริ่มมีฟีเจอร์ปลดมาให้เราเล่นมากขึ้นครับ ซึ่งในช่วงแรกมันก็อาจจะเปื่อยๆ ไปบ้างเพราะยังมีอะไรให้ทำไม่เยอะ แต่พอเล่นไปได้พักนึงบอกเลยเผลอเล่นแปปเดียวรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วล่ะนะ การตามหาสูตรอาหาร ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารแล้วถ้าไม่มีเรื่องของ “สูตรอาหาร” เข้ามาเกี่ยวมันก็ยังไงๆ อยู่ล่ะนะ โดยภายในเกมนี้เราสามารถทำการเพิ่มสูตรอาหารใหม่ๆ เข้าไปในร้านหม้อไฟของเราได้ครับ แถมแต่ละเมนูเนี่ยนอกจากเรื่องรูปลักษณ์แล้วมันยังส่งผลต่อเงินที่เราจะได้จากลูกค้าด้วย สำหรับประเภทของอาหารภายในเกมนี้จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันครับคือ นํ้าซุป, อาหาร และ นํ้าจิ้ม โดยเราสามารถทำการหาสูตรอาหารใหม่ๆ ได้ด้วยการ “คิดค้น” หรือการ “คราฟ” นั่นล่ะครับที่ทางตัวเกมจะมีวัตถุดิบต่างๆ มาให้กับเราซึ่งสามารถได้รับจากช่องทางบางอย่าง และเมื่อเราได้ครบตามที่กำหนดก็นำมายังฟีเจอร์ดังกล่าวจากนั้นทางตัวเกมจะสุ่มสูตรอาหารใหม่ๆ ออกมาให้กับเราครับผม โดยในส่วนของสูตรอาหารนี้ใช่ว่าพอได้มาแล้วมันจะจบเลยนะ เนื่องจากสูตรอาหารแต่ละอย่างจะมี “ดาว” กำกับไว้อยู่ซึ่งเราสามารถเอาเงินที่ได้มาใช้ “อัปเกรดสูตรอาหาร” ต่ออีกทีนึง หลังจากที่เราอัปเกรดแล้วอาหารจานๆ นั้นก็มีราคาสูงขึ้นส่งผลให้เวลามีลูกค้ามาสั่งอาหารจานนั้นๆ เราก็จะได้เงินเยอะขึ้นเมื่อเช็คบิลล์น่ะเองครับ การต่อเติมและขยายร้าน นอกเหนือจากเรื่องของสูตรอาหารแล้วเรายังมีอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เราสามารถนำเงินมาใช้ได้แถมยังเป็นหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญหัวใจหลักของเกมเลยด้วยกับ “การต่อเติมและขยายร้าน” น่ะเองครับ ตามชื่อหัวข้อเลยครับฟีเจอร์นี้มันก็คือการขยายร้านของเรานั่นล่ะ โดยเมื่อตอนเริ่มเกมมาร้านของเราจะมีเพียง โต๊ะเคาน์เตอร์, โต๊ะกินอาหาร แล้วก็ห้องครัวเก่าๆ โทรมๆ แค่นั้นเอง แต่เมื่อลูกค้าเข้าร้านแล้วเรามีเงินเราสามารถเอามาใช้ต่อเติมร้านของเราได้หมดทั้งนอกและในร้านเลยทีเดียว นอกจากนี้ยิ่งเราเล่นไปไกลๆ เรายังสามารถปลดล็อก “ห้องเสริม” ตามมาได้ด้วยซึ่งบางห้องแค่ช่วยเพิ่มเอฟเฟกต์เล็กๆ น้อยๆ แต่บางห้องก็เป็นการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับเกมของเราเลยก็มี ไม่เพียงเท่านั้นตัวร้านหม้อไฟของเรายังมี “ระดับร้าน” กำกับไว้อยู่ซึ่งเราสามารถทำการเลื่อนขั้นได้ผ่านการเพิ่มคะแนน สิ่งอำนวยความสะดวก, บริการ และ อาหาร ครับ โดยระดับร้านนี้เองจะจัดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำหรับการปลดล็อกห้องใหม่รวมถึงเงื่อไขในการอัปเกรดอุปกรณ์ต่างๆ ในร้านด้วยเช่นกันครับผม ฟีเจอร์และระบบการเล่นส่วนอื่น ทั้งสามหัวข้อที่ได้กล่าวมานั้นจัดเป็นหัวใจหลักของเกมนี้เลยก็ว่าได้ครับ แต่ในขณะเดียวกันทางตัวเกม My Hotpot Story นี้ก็ยังมีฟีเจอร์ส่วนอื่นๆ ให้เราได้เล่นหรือได้ทำกันใส่ไว้อยู่ด้วยนะ อย่างแรกเลยที่ต้องขอหยิบมาพูดถึงก็คือ “พนักงาน” ระบบที่ทำให้เราสามารถจ้าง NPC มาช่วยงานในร้านของเราได้ อย่างที่ผมบอกไปในส่วนของเกมเพลย์ว่าเราต้องทำอะไรหลายอย่างพอสมควรเลย ตั้งแต่รับออเดอร์, เสริฟอาหาร, คิดเงิน, ทำความสะอาด หรือแม้แต่ล้างจานก็ตามที คือในช่วงแรกมันยังทำทันอยู่หรอกแต่ยิ่งเราเล่นไปไกลโต๊ะที่นั่งเราเริ่มเยอะมันจะทำไม่ทันแน่นอนครับ ซึ่งตรงนี้เราก็สามารถจ้างพนักงานเหล่านี้มา อย่างต่อมาก็ “ระบบภารกิจ” ถึงแม้นี่จะเป็นเกมบริหารร้านหม้อไฟแต่ตัวเกมก็มีภารกิจมาให้เราได้ทำด้วยนะ ซึ่งนับว่าเป็นอะไรที่ดีพอสมควรเลยเพราะเราจะได้มีจุดหมายว่าควรทำอะไรต่อไปไม่อย่างนั้นบางคนก็อาจวนอยู่กับที่และไม่ได้ไปไหนกันพอดีล่ะครับ ถัดมาคือ “ระบบการผสมวัตถุดิบ” ซึ่งระบบนี้จะอยู่ในหัวข้อ คลัง ที่พอเรากดเข้าไปปุปบริเวณด้านบนจะมีต้นไม้อยู่ 5 ชนิดแทนแต่ละรสชาติโดยเราต้องใช้ค่าพลังงาน 1 อันต่อการกดต้นไม้ 1 ครั้ง พอเรากดที่ต้นไม้เราก็จะได้เป็นวัตถุดิบตามรสชาตินั้นๆ กลับมาและเราก็ต้องนำวัตถุดิบประเภทเดียวกันมาทำการ “รวมกัน” เพื่อเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นสูงสุดที่ 5 จนกลายเป็นขวดรสชาติน่ะเอง (คล้ายระบบการเล่นแบบ Merge ในเกมอื่นเลย) ทีนี้พอเรามีครบทั้งห้ารสชาติเราก็สามารถเอามาคราฟเพื่อหาสูตรนํ้าซุปใหม่ได้น่ะเอง เอาเข้าจริงมันยังมีฟีเจอร์อีกหลายตัวอยู่พอสมควรเลยล่ะ แต่บางอันก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเลยกว่าจะไปถึงดังนั้นเพื่อนๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีอะไรให้ทำหรอก เพราะมันมีอะไรรอให้เราทำอยุ่อีกยาวเลยล่ะนะ คิดเห็นยังไงกับตัวเกมบ้าง ถ้าถามว่าคิดยังไงกับตัวเกมคงต้องบอกว่า “เพลิน” ครับ ก่อนหน้าที่จะได้มาลองเล่นก็เห็นกระแสของตัวเกมอยู่บ้างแต่ก็คิดว่า เกมมันดูไม่มีอะไรนิมันจะสนุกจริงหรอ? แต่พอได้มาลองแล้วบอกเลยครับติดงอมแงมมากทีเดียว ถึงแม้ตัวเกมอาจะดูไม่มีอะไรหวือหวาแต่ระบบของตัวเกมทำออกมาดึงดูดให้เราจดจ่อกับเกมได้สุดๆ เลยล่ะ ยิ่งถ้าใครที่เป็นคนชอบเกมแนวบริหารอะไรทำนองนี้อาจได้เล่นกันจนลืมหลับลืมนอนเลยก็มีล่ะนะ ซึ่งทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ แล้วล่ะครับว่าจะลองมาเล่นเกมนี้ดีหรือเปล่ากับ My Hotpot Story หรือ “ร้านหม้อไฟแห่งความสุข” แต่มั่นใจเลยว่าถ้าได้ลองแล้วน่าจะติดกันทุกคนนั่ล่ะ ส่วนใครที่อยากลองก็สามารถไปดาวน์โหลดมาเล่นกันได้แล้ววันนี้ทั้ง IOS และ Android เลยครับผม

Read more
Page 1 of 4 1 2 4