Review Back 4 Blood ยิงผีแบบทุนนิยม

Review Back 4 Blood Cover playpost

จากทีมงานผู้สร้าง Left 4 Dead สู่เกมแนวจับทีมไล่ยิงดะเพื่อเป้าหมายสุดท้ายในฉาก Back 4 Blood ซึ่งแม้ว่าหลายคนจะบอกว่ามันคือ Left 4 Dead แบบอัพเกรด แต่จริงๆ แล้วไม่น่าจะใช่ซักเท่าไหร่นัก ถึงกลิ่นไอจะใกล้เคียงกันก็ตาม มาดูกันดีกว่าว่า Back 4 Blood ต่างกันอย่างไร และน่าสอยหรือไม่?

Review นี้เป็นการ review จากตัว Public Beta ร่วม 20 กว่า match ด้วยความติดลมจ้า

Review Back 4 Blood

Back 4 Blood ถูกพัฒนาโดย Turtle Rock Studios ทีมงานผู้สร้างเกมแนว co-op shooter ที่เรียกว่าเป็นตัวอย่างของหลายๆ เกมในปัจจุบัน Left 4 Dead นั่นเอง ซึ่งในการทำเกมครั้งใหม่นี้ พวกเขาก็ยังอยู่กับเกม co-op shooter เช่นเดิม แต่ได้เพิ่มเติมความเป็นตัวของมันเองขึ้นมาใหม่ โดยไม่ให้เป็น Left 4 Dead 3 แต่เป็น Back 4 Blood นั่นเอง (แต่ชื่อก็ยังจะเขียนครือๆ เดิมนะเราน่ะ)

ใน Back 4 Blood นั้นก็มีลักษณะการเล่นที่คล้ายกับเดิม เลือกปืน ไล่ยิง วิ่งไปถึงจุดหมาย คอยระวังหลังของเพื่อน อย่ายิงกันเอง อย่าหาเรื่องโดยไม่จำเป็น แต่ก็มีการเพิ่มเติมในส่วนของการปรับแต่งปืน, การปรับแต่งการ์ด (ค่าสเตตัส) รวมถึงการสุ่มความโหดของศัตรูหรือเป้าหมายรองในฉาก เพื่อให้ได้รับเงินไปช๊อปปิ้งเมื่อจบในแต่ละฉากได้ด้วยล่ะ มันคือเกม co-op Shooter ทุนนิยมนั่นเอง เฮ!

ซึ่งด้วยการที่มีการช๊อปปิ้ง การแต่งปืนได้ รวมถึงการปรับแต่งการ์ดได้ ทำให้ตัวเกมนั้นมีความลึกและมีอะไรให้ได้เก็บ ได้ทำเยอะกว่าที่คาดคิดไว้พอสมควรเลยทีเดียว และที่แน่ๆ จุดขายของการต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมทีมก็ยังคงอยู่ ใครที่เก่งมากพอ ปฎิกิริยาไวพอก็ยังสามารถเป็นฮีโร่ได้เช่นกัน

 

รวมกันตายหมู่ แยกหมู่ตายคนเดียว

Back 4 Blood ยังคงจุดขายคล้ายคลึงกับตัวเกมก่อนหน้า ด้วยการที่หากเราถูกศัตรูชนิดพิเศษจับ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือหรือสกิลประจำตัวจะต้องรอเพื่อนมาช่วยอย่างเดียวเท่านั้น ไม่งั้นก็นอนรอความตายได้เลย ซึ่งแม้ว่าตัวศัตรูพิเศษใน Back 4 Blood จะไม่มีเยอะขนาดที่เจอตัวไหนก็ซวยได้หมด แต่บทจะซวยมันก็ซวยได้ง่ายๆ และพวกมันก็ค่อนข้างจะฆ่ายากใช้ได้เลยล่ะ

เหล่าศัตรูทั่วไปที่เจอตามฉากก็ไม่ได้น้อยหน้า การเจอพวกศัตรูพวกนี้รุมตบทีเผลอซักฝูงก็สามารถส่งเราไปนอนคุยกับรากมะม่วงหรือร่ำๆ จะได้เฝ้ายมบาลได้ง่ายๆ ทำให้การเล่นนั้นมีความที่ต้องระวัง ระแวงและคอยสื่อสารกับคนอื่นในทีมด้วยการ Ping บอกตำแหน่งต่างๆ บ่อยมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะบังคับว่าต้องพึ่งพาทีมตลอด หากเพื่อนๆ คนไหนเก่งพอก็สามารถแบกทีมได้เช่นกัน มือไวตาไวยิงแม่น ก็เทพได้ แต่บางจังหวะเช่นการทำตามเป้าหมายก็ต้องใช้ทีมล่ะนะ

ด้วยเกมทำออกมาให้ผู้เล่นต้องคอยสื่อสารกับคนในทีม ตัวเกมเลยมีทั้งระบบแชท, แชทเสียง รวมถึง Ping ธรรมดาและ Ping แบบ Command ที่เป็นการแสดงสัญลักษณ์อย่างรวมกลุ่ม ยืนยัน/ปฎิเสธ หรือคำสั่งบางอย่างอื่นๆ ให้ได้ใช้กันสะดวกๆ สำหรับคนที่ไม่อยากแชทก็จัดว่าเป็นอะไรที่สะดวกในการเล่นมากเลยล่ะ

 

ยิงผีทุนนิยม มีเงินก็ช๊อปของเล่นได้

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Back 4 Blood นั้นคือการที่ตัวเกมได้ใส่ระบบค่าเงินเข้ามา ที่เมื่อเก็บในฉากทุกคนในทีมก็จะได้รับการแบ่งเงินกันไปเท่าๆ กัน สามารถนำไปใช้ซื้อของเมื่อจบในแต่ละ Chapter ได้ ตัวของที่ซื้อได้ก็มีตั้งแต่การ์ดเพิ่มความสามารถของทุกคนในทีมราคาแพงหูดับ ปืนใหม่ อุปกรณ์โมปืน จนถึงของเล่นอย่างระเบิดและยาที่พกติดตัวได้

ไอ้การที่ช๊อปไอเทมได้นี้ ก็ทำให้ผู้เล่นมีโอกาสที่จะเตรียมตัว ซื้อของไปใช้รับมือกับเหล่าศัตรูที่เรามีโอกาสจะเจอในฉากได้ ไม่จำเป็นต้องรอหาเจอตามฉากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอด หรือพลิกแพลงสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

ในแต่ละฉากก็จะมีการสุ่มเป้าหมายรองในฉากนั้นๆ ที่จะทำให้ได้รับเงินเพิ่มตอนจบด้วย เช่นการขนตัวอย่างเลือดไปด้วย, ห้ามทำให้ศัตรูแตกตื่น, ต้องรอดทุกคน หากเราทำได้ก็จะได้รับเงินโบนัส แต่ในทางเดียวกัน ถ้าทำไม่ได้ เงินก็จะหายไปเยอะมาก ทำให้เกิดความกดดันและมีอะไรต้องระวังในการเล่นมากขึ้น

แน่นอนว่าของในฉากก็มีให้เก็บเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อเพียงอย่างเดียว และส่วนมาก ปืนกับอุปกรณ์แต่งปืนมักจะเป็นของที่หาเอาในฉากมากกว่าซื้อเอาซะด้วยซ้ำ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่า เฮ้ย แบบนี้ต้องปั่นเงินตาแตกถึงจะลุยไหว ก็ไม่ขนาดนั้น

 

DRAW! Monster Cardo!

ลูกเล่นอีกอย่างหนึ่งใน Back 4 Blood คือการที่ตัวเกมใส่สิ่งที่เรียกว่า “การ์ด” เข้ามา ซึ่งว่ากันตรงๆ มันก็คือ skill, perk, status ในเกมอื่นๆ นั่นแหละ แต่ถูกยำรวมกันเป็นการ์ด ที่มีทั้งฝั่งผู้เล่น และฝั่งศัตรู และตัวผู้เล่นสามารถสะสมการ์ดเพื่อจัด”เดค”ของตัวเองได้

ตัวการ์ดนั้นก็จะมีความสามารถหลายแบบตั้งแต่แบบพื้นฐาน เช่น มีโอกาสเจอเงินเยอะขึ้น เพิ่มพลังชีวิต เพิ่มพลังป้องกัน ไปจนถึงอะไรหรูหรากว่า เช่น วิ่งไวขึ้นแต่กระสุนน้อยลง ทุกคนในทีมพกกระสุนได้มากขึ้น ฮีลให้เพื่อนได้แรงขึ้น ลดความเสียหายที่ได้รับ บลา บลา บลา

เพื่อนๆ ก็จะเลือกมาจัดเดคของตัวเองเพื่อเอาไปใช้ระหว่างการเล่นด่านต่างๆ อีกทีหนึ่ง โดยตัวเกมจะหยิบจากจากใบบนสุดมาให้เราเลือกใช้เรื่อยๆ เป็นบัพถาวร เรียกได้ว่ายิ่งเล่นด่านไกลเท่าไหร่ เราก็จะจั่วการ์ดมาบัพตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น ทำให้ลำดับการจัดการ์ดก่อนหลังส่งผลกับการเล่นมาก (แต่ตัวเกมก็จะหยิบการ์ดขึ้นมาทีเดียว 5 ใบให้เราได้เลือก ไม่แย่ขนาดหยิบมาทีละใบ)

ศัตรูเองก็เช่นกันที่จะมีการ์ดบัพพวกมัน โดยจะปรากฎในรูปแบบของ Corruption Card ที่บังคับออกมาตามแต่ฉากนั้นเราจะดวงซวยเจออะไร และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ได้สะสมเหมือนกับผู้เล่น ทำให้บางครั้งเราอาจจะเจอเจ้าตัวแขนยาว (Crusher) บัพมาอย่างโหด แต่ในอีกตาเจอพวกศัตรูง่อยๆ ตามฉากบัพมาตบเราที 10 หน่วยให้ร้องซี้ดเล่นแทนก็ได้

 

วางแผนให้ดี คอนตินิวมีหมด

ด้วยความยากในระดับหนึ่งของเหล่าศัตรู รวมไปถึงเหล่าศัตรูพิเศษที่พิษสงค่อนข้างร้าย การที่เราจะเล่นพลาดจน wipe ตายยกทีมนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก (หรือบางทีก็ง่อยๆ อย่างโดนสะกิดปลิวตกน้ำตายทันทีแบบงงๆ ทั้งที่เตรียมมาอย่างดี) ทำให้เราต้องวางแผนการเล่นในระดับหนึ่งเลยทีเดียว มีคนนึงเตรียมระเบิด คนนึงเตรียม pipe bomb แบ่งหน้าที่กันเพื่อรับมือกับพวกศัตรูได้ถูกเวลาให้สามารถผ่านได้ง่ายขึ้น

หรือในด่านเองแม้ว่าศัตรูและจุดสำคัญจะสุ่ม แต่หลายอย่างก็เป็นของตายตัว เช่นประตูห้องที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะเปิด ทำให้ในการเล่นครั้งแรกอาจจะไม่รู้ แต่เล่นซักรอบสองรอบก็จำได้ว่าฉากไหนควรพกอะไรไปเป็นพิเศษ เพื่อให้เราได้ไอเทมช่วยเหลือในเล่นได้ดีขึ้น ผ่านได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ที่ต้องมีการวางแผนนั้น นอกเหนือจากเพื่อที่จะทำให้สามารถเอาชนะได้แล้วก็ยังมีอีกสองเหตุผล โดยอย่างแรกเลยคือค่า Trauma ที่เป็นหลอดเลือดสีดำ ไม่สามารถใช้ยาฟื้นฟูกลับขึ้นมาได้ ส่งผลให้พลังชีวิตสูงสุดที่เรามีได้ลดลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ถูกเหล่าศัตรูในฉากตบตี ต้องหาตู้พยาบาลที่หาได้ค่อนข้างยากมากในฉาก (และถ้าเล่นในระดับยากขึ้น มันจะแพงโคตรๆ ในการฮีลด้วย ทุนนิยมจริงๆ) เรียกว่าเล่นแบบมึนๆ เอาหน้าไถมอนแล้วฮีลสู้ชิวๆ ไม่ได้นะเอ้อ (หลอดเลือดดำถ้าไม่ได้เล่นในระดับง่ายสุด มันไม่เพิ่มกลับมานะเวลาจบด่านนะ กดตู้ยาโอนลี่ หมดตัวกันไปซิ)

อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะใน Back 4 Blood มีการจำกัดจำนวนครั้งที่เพื่อนๆ สามารถลองใหม่ได้หลัง wipe ตายยกตี้ โดยกำหนดเป็นเจ้า Continue หรือ Spawn ที่มีจำกัดอยู่ ทุกครั้งที่เราพลาดตายหมด ตัวเกมจะเริ่มใหม่ในฉากนั้นและให้โบนัสการ์ดในเดคเพิ่มใบหนึ่ง แต่เมื่อใดที่ Continue หมด ก็เกมโอเวอร์ การเล่นรอบนั้นล้มเหลว ต้องฟอร์มทีมเริ่มต้นกันใหม่หมดตั้งแต่แรก ซึ่งก็จัดว่าเป็นเกมที่มีรวมความแปลกหลายๆ อย่างดีจริงๆ

 

ความ Balance ที่ยังไม่ค่อยลงตัว

แน่นอนว่าเกมออกใหม่ โดยเฉพาะในช่วง beta ก็จะเป็นช่วงทดลองเกมกัน ซึ่งหลายๆ อย่างก็อาจจะต้องปรับแก้ ซึ่ง Back 4 Blood ก็โดนไปเต็มๆ กับความ Balance ของเกมที่ค่อนข้างเอ๋อใช้ได้เลยล่ะ

จุดที่แย่ที่สุดคือการสุ่มศัตรูที่เป็นตัวพิเศษออกมา ที่เรียกว่าบางทีก็หลับก่อนจะได้เจอซักตัว แต่บางทีก็เจอรัวๆ หรืออาจจะแย่กว่าด้วยการเจอตัวเดิมซ้ำๆ และออกมาทีหลายตัวพร้อมกันอีก ทำให้ถ้าไม่ได้เตรียมรับมือมาโดยเฉพาะอาจจะหลับเอาง่ายๆ ได้

รวมไปถึงการที่ตัวเกมจะมีการสุ่มการ์ดของฝ่ายศัตรูออกมาที่บางครั้งอาจจะบัพกันจนเล่นแทบไม่ได้ ในขณะที่บางทีก็เดินในทุ่งดอกไม้ นี่ยังไม่พูดถึงความท้าทายในด่านที่บางทีก็เหมือนเจอบังคับให้ต้องพลาด (เช่นห้ามทำอีกาแตกตื่น แต่อีกาขวางทางเดินหลัก 3-4 กอง) และเสียเงินไปโดยใช่เหตุ

ความยากของตัวเกมก็เป็นอะไรที่ต้องปรับกันอีกเช่นกัน เพราะในโหมด Survival หรือแบบง่ายสุด ก็ค่อนข้างชิว แต่มีโอกาสพังได้ แต่พอเลื่อนมาเป็นระดับ Veteran ปุ๊บ ก็ยากขึ้นมาอย่างมหาศาล (ประกอบกับการ์ดศัตรูที่บัพระรัว ทำให้ทวีคูณเข้าไปอีก) ส่วนระดับยากสุดก็แตกกันกระจายเลยทีเดียว

ทางผู้เขียนเองก็รู้สึกว่าปืนลูกซองสำรอง และปืนสไนเปอร์นั้นยังค่อนข้างด้อยกว่าปืนอื่นอย่างเห็นได้ชัด แถมตัวศัตรูชนิดพิเศษนั้นก็หน้าตาดูเหมือนกันจนเกินไปซักหน่อย ก็เรียกได้ว่าถ้าแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ตัวเกมก็น่าจะมีความพร้อมและความมันส์รออยู่ไม่น้อย

 

สรุปรีวิว Back 4 Blood (Beta)

โดยรวมจากที่ได้สัมผัสมากว่า 10 ชั่วโมงนั้น ตัวเกมนั้นมีความแตกต่างจาก Left 4 Dead และสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะยังมีบรรยากาศเดิมๆ อยู่ ไม่ว่าจะการโดนรุมกินตับ ช่วยเพื่อนเวลาพลาด มีจังหวะ Event เจอมอนรุมตื๊บ แต่ก็ได้เพิ่มระบบหลายๆ อย่างมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ์ด การปรับแต่งปืน ความเปลี่ยนไปของบรรยากาศในการเล่น ความกดดันที่มากขึ้น ก็ทำให้ตัว Back 4 Blood นั้นมีความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

ในด้านของ Balance ก็สมกับเป็นเกมที่ยังอยู่ใน Beta test ที่ต้องมีการปรับกันอีกมากมายเพื่อให้มันลงตัวตั้งแต่หน้าตาของศัตรูที่คล้ายกันจนถึงระดับความยากให้มันมีความพอดิบพอดีเสียหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเสียอารมณ์จากที่ได้ลองมาแต่สำหรับในแบบ Versus นี่เรียกได้ว่าพังยับๆ (ฮา)

ถ้าจะพูดแล้ว Back 4 Blood เป็นเกม Shooter ที่มีความเป็นเกม RPG ผสมอยู่ค่อนข้างมาก ออกไปในทาง Roguelike ในระดับหนึ่งเลยทีเดียวเลย ยกเว้นแค่ตัวฉากในเกมหรือเป้าหมายมันไม่ได้สุ่มด้วย ไม่งั้นก็กล้าพูดได้เต็มปากอยู่เหมือนกัน และก็ไม่ได้ถึงกับยาก ต้องเล่นกันเกร็งสุดตัวเหมือนอย่าง GTFO แต่ก็ไม่ได้ EZ แบบชิวกันเต็มที่ขนาดนั้น ยังมีความกดดัน มีการคุยหรือวางแผนกับคนในทีมเพื่อให้ผ่านแต่ละจุดได้อยู่

ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ตัวเกมนั้นทำมาน่าสนใจมาก แต่ในด้านราคาแอบที่จะแรงไปซักหน่อยสำหรับค่าเงินในบ้านเรา (อยู่ที่ราวๆ 1,590 บาท) ซึ่งราคานี้นั้นจัดว่าต้องเป็นเกม AAA ระดับหรูหราไฮโซเลยทีเดียว ในจุดนี้ผู้เขียนเองก็เห็นด้วย หากอยู่ที่ราวๆ 500-600 บาทจะเป็นราคาที่น่าหยิบโดยไม่ต้องคิดมากเลยล่ะสำหรับเนื้อหาแบบนี้ แต่ราคาแรงประมานนี้ก็อาจจะต้องคิดหนักกันอยู่เหมือนกันล่ะน้า แถมเป็น co-op ที่จะสนุกเป็นพิเศษถ้าเล่นกับเพื่อน พอราคาแบบนี้จะลากเพื่อนมาเล่นก็หนักใจพอกัน (ฮา)

แต่ถ้าใครกำลังมองหาเกมแนว FPS ที่มีความเป็นการยิงผี (แม้ว่าพวกมันจะไม่ใช่ผี) เป็น RPG ผสม Roguelike ตัว Back 4 Blood ก็ค่อนข้างเรียกได้ว่าโอเคเลยทีเดียวหากรับกับราคาของมันได้ แต่ถ้าคิดว่าโหดเกินไป ก็ข้ามไปเกมอื่นได้เช่นเดียวกัน ยังมี FPS อีกมากมายให้เพื่อนๆ ได้ลองเล่นอยู่เสมอจ้า