รีวิว: Valiant Force 2 สู่เรื่องราวสงครามสิบปีให้หลัง

เป็นหนึ่งในเกมภาคต่อที่ได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนๆ ไม่น้อยเลยทีเดียวกับ Valiant Force 2 โดยล่าสุดนี้ทางตัวเกมก็พึ่งเปิดช่วงทดสอบให้แฟนเกมเข้าไปทดลองเล่นกัน ซึ่งผมก็จะมารีวิวตัวเกมดังกล่าวให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันมากขึ้นก่อนจะไปเล่นกันอย่างเต็มตัวนั่นเองครับ

เกมนี้คือเกมอะไร?

Valiant Force 2 นั้นจัดว่าเป็นเกมมือถือซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยทาง XII Braves กับการเอาหนึ่งในผลงานอันโด่งดังของทางค่ายในชื่อเดียวกันอย่าง Valiant Force มาทำภาคต่อน่ะเองครับ เนื้อเรื่องภายในภาคนี้จะว่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งทศวรรษหรือ 10 ปีให้หลังจากภาคแรก โดยภายในภาคต่อนี้ก็ยังคงจุดเด่นต่างๆ ของตัวเกมไว้อย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเพิ่มคอนเทนต์และเนื้อหาใหม่เข้ามาเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้นน่ะเอง

โดยเนื้อหาการรีวิวภายในบทความนี้จะเอาข้อมูลมาจากตัวเกม Valiant Force 2 ภายในช่วง CBT ที่พึ่งจัดขึ้นไปหรือคือช่วงวันที่ 24 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2022 น่ะเองครับ ซึ่งแน่นอนว่าเวอร์ชั่นทดสอบนี้ได้เปิดให้เข้าลองเล่นเฉพาะสโตร์นอกเท่านั้น ส่วนถ้าใครอยากรอเล่นตัวเกมเวอร์ชั่นเปิดเต็มตัวหรือเปิดบนสโตร์ประเทศไทยบ้านเราก็อาจต้องรอกันไปก่อนล่ะนะ

แนะนำเกมคร่าวๆ ไปแล้วทีนี้เรามาดูถึงเนื้อหาต่างๆ ภายในเกมภาคต่อนี้กันบ้างดีกว่า


ระบบการเล่นที่ทั้งแปลกใหม่และก็ยังคงคุ้นเคยไปในตัวด้วย

ตัวเกม Valiant Force 2 นี้จะมาในรูปแบบของ Strategy Turn-based RPG หรือคือเกม แนววางแผน + เทิร์นเบส + RPG น่ะเองครับ ซึ่งถึงแม้รูปแบบการเล่นหลักจะยังคงเดิมเหมือนกับ Valiant Force ภาคแรกอยู่ แต่ในส่วนของตัวเกมเพลย์นั้นต้องเรียกว่าค่อนข้างต่างจากเดิมไปพอสมควรเลยล่ะ ถึงอย่างนั้นในขณะเดียวกันก็ยังคงมีเอกลักษณ์ที่คงเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ด้วย

สิ่งที่ยังเหมือนเดิมไว้อยู่ก็คือ “การจัดทีม” ที่ตัวก่อนเริ่มการต่อสู้ตัวเกมจะให้เราสามารถจัดวางตำแหน่งตัวละครของเราได้ในลักษณะ 3 x 3 ช่อง ซึ่งเหมือนกับตัวเกมในภาคแรกเลยน่ะเอง และแน่นอนว่าการวางตำแหน่งพวกนี้ก็จะมีในส่วนของสกิลลิงค์อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ส่วนสิ่งที่ต่างไปก็คือ “ตารางช่องการเดิน” จากเดิมในภาคแรกตัวละครจากทั้งสองฝั่งจะหันหน้าชนกันเสมอและจำเป็นต้องกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ก่อนจึงจะขยับไปยังช่องต่อไปได้ แต่พอมาในภาคนี้ตัวเกมจะมาในลักษณะกระดานใหญ่ที่เราสามารถเลือกให้ตัวละครเดินไปตำแหน่งต่างๆ ได้ไม่จำเป็นต้องหันหน้าชนกันอีกต่อไป อารมณ์เดียวกับเกมแนว JPRG สมัยก่อนหรือไม่ก็พวกแฟรนไชส์ SRW ทั้งหลายนั่นล่ะครับ

ตามที่บอกไปครับว่าด้านเกมเพลย์ยังคงเดิมเอกลักษณ์ไว้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต่างไปพอสมควรเลย ซึ่งพอได้มาเล่นแล้วนับว่าแปลกไปอยู่บ้างแต่ก็เป็นความสนุกอีกแบบ ใครที่เคยเล่นในภาคแรกมาก่อนพอมาภาคนี้อาจต้องปรับตัวอยู่บ้างแต่รับรองได้เลยว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน


ตัวละครภายในเกมและระบบคลาสอาชีพ

หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Valiant Force กลายเป็นที่จดจำของแฟนเกมตั้งแต่ในภาคแรกเลยก็คือ “ตัวละคร” และ “ระบบคลาสอาชีพ” น่ะเองครับ ซึ่งถึงแม้ภายในเกมนี้จะมาในลักษณะเกมแนวสะสมตัวละครแต่ถึงอย่างนั้นตัวละครของเราก็ยังสามารถเปลี่ยนคลาสหรือเลื่อนขั้นได้ และแน่นอนว่าพอมาในภาคสองนี้ระบบดังกล่าวก็ยังคงเดิมไว้ด้วยเช่นกัน

อย่างแรกเลยคือในส่วนของ “ตัวละคร” ที่ภายในเกมจะเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า Heroes ซึ่งวิธีการได้มาหลักๆ ก็คือตู้กาชาปองนั่นล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็จะยังคงมีบางตัวละครเราสามารถหามาได้ฟรีๆ จากเนื้อเรื่องหรือกิจกรรมอยู่ด้วยล่ะนะ โดยตัวละครที่เราเปิดมาได้นั้นจะมีการแบ่งเกณฑ์ออกเป็น 2 อย่างด้วยกันคือ 1. ความหายากตั้งแต่ R – SSR และ 2. คลาสเริ่มต้นของตัวละคร น่ะเองครับ

อย่างถัดมาคือ “คลาสอาชีพ” ตามที่บอกไปเลยครับว่าตัวละครของเรานั้นสามารถทำการเปลี่ยนคลาสหรือเลื่อนขั้นได้แต่ทำได้ก็ต่อเมื่อถึงเงื่อนไขแล้วเท่านั้น โดยทุกตัวละครจะมาพร้อมคลาสเริ่มต้นกำกับไว้อยู่ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น 5 คลาสด้วยกันคือ:

Guardian – สายแทงค์ ตัวชนให้เพื่อน

Champion – สายวอริเอ้อ ตัวทำดาเมจแนวหน้า

Shadow – สายมีด (สายมือสังหาร)

Healer – สายพระ สนับสนุนเพื่อนร่วมทีม

Hunter – สายธนู เน้นโจมตีระยะไกล

Mystic – สายเวท เน้นทำดาเมจเวทจากระยะไกล

เมื่อเงื่อนไขครบกำหนดเราก็สามารถทำให้พวกเขาเปลี่ยนคลาสและเลือก Subjob มาใช้งาน โดยคลาสที่เปลี่ยนได้นั้นแต่ละตัวจะมีให้เลือกไม่เหมือนกันเลย แถมจำนวนคลาสที่เลือกเปลี่ยนได้จะแตกต่างกันไปตามความหายากของตัวละครเอง อย่างระดับ R – 1 คลาส, SR – 2 คลาส และ SSR – 3 คลาส น่ะเองครับ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคลาสก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันรวมไปถึงสกิลที่ใช้ได้เองด้วย

ทางด้านตัวละครและระบบคลาสอาชีพก็เรียกได้ว่าคงเดิมไว้เลยล่ะ ใครที่หวนคิดถึงการนั่งเก็บเลเวลตัวละครหาของมาเปลี่ยนคลาสในภาคแรกก็สามารถกลับมาไล่ทำให้หายคิดถึงกันในภาคนี้ได้เช่นกัน


แล้วคอนเทนต์ภายในเกมมีอะไรให้ทำบ้างล่ะ?

เนื้อหาหลักของ Valiant Force 2 นี้ต้องเป็นการตะลุยเนื้อเรื่องหรือ Adventure แน่นอนอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันทางตัวเกมก็ยังคงมีคอนเทนต์ส่วนอื่นๆ มาให้ผู้เล่นได้ทำกันด้วยล่ะนะ ไม่ว่าจะเป็น Academy I&II – กระดานภารกิจทำเพื่อรับของรางวัล, Event Battles – เควสอีเวนต์, Arena – ลานท้าประลองไปไล่ตบกับชาวบ้าน หรือแม้แต่พวกคอนเทนต์เกี่ยวกับ Guild เองก็ตามที

แต่ถ้าพูดถึงหนึ่งในคอนเทนต์ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจจากแฟนเกมไม่น้อยเลยก็คือ Airship หรือ “เรือเหาะ” ของเรา โดยคอนเทนต์ในส่วนนี้จะเปรียบเสมือนกับพวกระบบบ้านหรือไม่ก็ห้องพักในเกมอื่น ภายในเรือเหาะของเรานั้นเราสามารถทำการต่อเติมและขยายไปได้เรื่อยๆ แถมยังสามารถปรับแต่งให้ออกมาในธีมที่เราต้องการได้อีกต่างหาก จึงไม่น่าแปลกใจนักว่าทำไมแฟนเกมหลายๆ คนถึงชอบคอนเทนต์ในส่วนนี้กันนักล่ะนะ

ในส่วนของคอนเทนต์นั้นถ้าเทียบกับภาคแรกแล้วอาจจน้อยลงไปอยู่บ้างแต่ก็อย่าลืมว่านี่คือข้อมูลในช่วง CBT ครับ ในอนาคตที่ตัวเกมเปิดให้บริการแล้วอาจมีการใส่เนื้อหาหรือคอนเทนต์อย่างอื่นมาอีกเป็นได้ ดังนั้นใครกลัวไม่มีอะไรเล่นก็หายห่วงได้เลยมีให้ทำกันยาวๆ แน่นอน


รีวิว Valiant Force 2 : คิดเห็นยังไงกับเกมภาคนี้บ้าง

สรุปตัวรีวิว Valiant Force 2 หลังจากไปลองเล่นมาสักพักคงต้องบอกว่า “ชอบ” นั่นล่ะครับ เนื่องจากผู้เขียนเคยเล่นตัวเกม Valiant Force ในภาคแรกมาก่อนแล้วก็รู้สึกว่าระบบเกมมันทำออกมาดีอย่างพวกตัวละครที่มาพร้อมคลาสอาชีพเนี่ยยิ่งเป็นจุดเด่นเลย พอมาในภาคนี้ตัวเกมยังไม่ทิ้งระบบดังกล่าวไปและนำมาใช้ในภาคนี้ด้วย นอกจากนี้ทางด้านระบบการเล่นยังทำให้ดุน่าสนใจขึ้นด้วย จากในภาคก่อนคือทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันและรออัดกันอย่างเดียว ในภาคนี้เราก็สามารถพาเดินย้ายตำแหน่งได้ส่งผลให้การวางแผนทำได้ลึกมากขึ้นน่ะเอง 

สิ่งที่ชอบมากในภาคนี้คงเป็น “กราฟฟิค” นั่นล่ะครับ พอมาใน Valiant Force 2 มานี้ตัวเกมมีการเปลี่ยนสไตล์ภาพไประดับนึงเลยล่ะแต่ก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พวกฉากหลัง, โมเดลตัวละคร, เอฟเฟกต์สกิล, ฉากอนิเมชั่นตอนใช้ท่าไม้ตาย ไปจนถึงพวกงานอาร์ตเวิร์กต่างๆ คือทำออกมาดีกว่าภาคก่อนแบบเห็นชัดทีเดียว ตรงนี้ผมก็ค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่าใครที่เคยเล่นภาคแรกมาก่อนก็น่าจะคิดเหมือนกันนั่นล่ะครับ

ส่วนถ้าพูดถึงสิ่งที่เสียดายก็คงเป็น “อาร์ตเวิร์คตัวละคร” นั่นล่ะครับ จากเดิมในภาคก่อนเวลาตัวละครเราเปลี่ยนคลาสโมเดลกับอาร์ตเวิร์คของตัวละครจะเปลี่ยนตามด้วย แต่กับในภาคนี้จะไม่เปลี่ยนเนี่ยสิถ้าอยากเปลี่ยนจริงๆ ก็ต้องไปเติมซื้อสกินแแทน ตรงนี้นับว่าเป็นอะไรที่เสียดายมากเลยล่ะ

ข้อดีของตัวเกม

• ภาพสวยละมุนตามาก

• เกมเพลย์เล่นได้ค่อนข้างอิสระกว่าภาคแรก

• ระบบคลาสอาชีพให้เปลี่ยนได้มากมาย

• ของแจกจากเควสและกิจกรรมค่อนข้างเยอะ

ข้อเสียของตัวเกม

• เนื้อหาค่อนข้างเยอะต้องเก่งภาษาระดับนึงเลย (มีภาษาไทยจะหมดปัญหาทันที)

• การเล่นแต่ละรอบใช้เวลาค่อนข้างนาน

• เวลาเปลี่ยนคลาสอาร์ตตัวละครไม่เปลี่ยนแล้ว ภาคแรกเปลี่ยนตลอด